วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

BIM100 ปัญหาโรคข้อเขาเสื่อม แนวทางรับมือ โทร 088 826 4444





BIM100 ปัญหาโรคข้อเขาเสื่อม แนวทางรับมือ

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/23

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







ข้อเสื่อม (Osteoarthritis) เป็นโรคข้อเรื้อรังที่พบมากที่สุด พบบ่อยที่ข้อเข่า ข้อมือ และข้อสะโพก พบมากในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป เพศหญิงพบมากกว่าเพศชาย การเสื่อมของ ข้อจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ การดำเนินโรคใช้ระยะเวลานานหลายปีกว่าจะเริ่มแสดงอาการปวด

โรคข้อเสื่อมเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ข้อเสื่อม

ข้อเสื่อมเกิดจากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายจากการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีและทางชีวกลศาสตร์ภายในข้อและภายในร่างกาย ทำให้ไม่สามารถซ่อมแซมกระดูกอ่อนผิวข้อได้ทันกับการถูกทำลาย เนื่องจากกระดูกอ่อนผิวข้อมีเลือดมาเลี้ยงน้อย เซลล์กระดูกอ่อนได้รับสาร อาหารและออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถสังเคราะห์สารต่างๆที่จำเป็นในการซ่อมแซมกระดูกอ่อนผิวข้อได้ ส่งผลให้ข้อที่เสื่อมไม่สามารถรับน้ำหนักที่เกิดจากการทำกิจวัตรประจำวันได้

กระดูกอ่อนผิวข้อนอกจากมีเลือดมาเลี้ยงน้อยแล้วยังไม่มีเซลล์ประสาทรับความรู้สึกเจ็บ ปวดอยู่ด้วย ผู้ที่มีข้อเสื่อมในระยะแรกจึงไม่เกิดอาการปวดจนกว่าข้อที่เสื่อมจะเกิดกระบวนการในการอักเสบ มีหลอดเลือดและเส้นประสาทงอกเข้าไป หรือผิวข้อสึกรุนแรงมากจนถึงเนื้อกระดูกใต้กระดูกอ่อนผิวข้อ ผู้ป่วยจึงจะเกิดอาการปวด

อะไรคือปัจจัยเสี่ยงของโรคข้อเสื่อม?

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดข้อ (เข่า สะโพก มือ) เสื่อมหรือทำให้โรคลุกลามมากขึ้นได้แก่

อายุ ยิ่งอายุมาก ยิ่งมีโอกาสเกิดข้อเสื่อมมาก

เพศหญิง มีโอกาสเกิดข้อเสื่อมมากกว่าเพศชาย

ระดับการทำกิจกรรมในแต่ละวันสูง การเล่นกีฬาที่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อข้อมาก

โรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน

เคยได้รับบาดเจ็บที่ข้อนั้นๆมาก่อน

แนวกระดูกที่ประกอบเป็นข้อผิดรูป เช่น มีเข่าโก่ง

กรรมพันธุ์

เยื่อบุข้ออักเสบเรื้อรัง

โรคข้อเสื่อมมีอาการอย่างไร?

ผู้ที่มีข้อเสื่อม อาจมีอาการต่อไปนี้ คือ

อาการปวดข้อ เป็นอาการหลัก โดยจะมีอาการปวดเป็นๆหายๆ ยกเว้นช่วงที่ข้ออยู่ในระยะอักเสบ จะมีอาการปวดข้อตลอดเวลา อาการปวดจะรุนแรงมากขึ้นขณะนั่งยองๆ คุกเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบเป็นเวลานาน เมื่อลุกขึ้นจะเกิดอาการปวดข้อมาก

อาจได้ยินเสียงลั่นในข้อ

ข้อติดขยับข้อได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังตื่นนอน แต่เมื่อขยับข้อนั้นๆสักพักก็สามารถขยับข้อได้เป็นปกติ












ข้อบวมขึ้น เนื่องจากมีน้ำเลี้ยงข้อเพิ่มขึ้นในระยะที่ข้ออักเสบ

ถ้าข้อเสื่อมรุนแรง อาจได้ยินเสียงกรอบแกรบในข้อเวลาที่มีการเคลื่อน ไหวข้อนั้นๆ

ข้อเคลื่อนไหวได้น้อยลง เนื่องจากกระดูกอ่อนผิวข้อหลุดออกมาเป็นชิ้นเข้าไปแทรกระหว่างข้อ

มีวิธีดูแลโรคข้อเสื่อมเบื้องต้นอย่างไร?

การดูแลรักษาเบื้องต้นของโรคข้อเสื่อมที่สำคัญ ได้แก่

หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อ เช่นการนั่งยอง คุกเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบ

งดเว้นกิจกรรมหรือเล่นกีฬาที่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อข้อมากๆ

กินยาแก้ปวดเช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol)

เมื่อใดควรไปพบแพทย์?

ควรไปพบแพทย์ ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้

ข้อบวมมาก

ข้อติด เนื่องจากกระดูกอ่อนผิวข้อหลุดออกมาเป็นชิ้นเข้าไปแทรกระหว่างข้อ

อาการปวดข้อไม่บรรเทา หรือรุนแรงมากขึ้น

ข้อผิดรูป เช่น เข่าโก่ง

แพทย์วินิจฉัยโรคข้อเสื่อมอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคข้อเสื่อมโดยอาศัยสิ่งต่อไปนี้ คือ

ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยได้แก่ อายุ เพศ รูปร่าง ประวัติอาการของผู้ ป่วยก็สามารถวินิจฉัยได้เป็นส่วนใหญ่

การตรวจร่างกาย ได้ยินเสียงลั่นในข้อหรือพบเข่าโก่งร่วมด้วยก็ทำให้การวินิจฉัยง่ายขึ้น

ภาพเอกซเรย์ โดยทั่วไปไม่มีความจำเป็นในการวินิจฉัยเนื่องจากไม่มีความสัมพันธ์กับอาการปวด ภาพเอกซเรย์มีประโยชน์ช่วยบอกว่าข้อถูกทำลายมากน้อยเพียงใด เข่าโก่งผิดรูปมากน้อยเพียงใด และเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของโรค

การตรวจเลือดและการตรวจอื่นๆเช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เอกซเรย์สนามแม่เหล็ก (เอมอาร์ไอ/MRI) และอัลตราซาวด์ข้อ ไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรค มีความจำเป็นเฉพาะ เมื่อแพทย์ไม่แน่ใจในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่นหรือไม่เท่านั้น

แพทย์มีวิธีรักษาโรคข้อเสื่อมอย่างไร? ค่ารักษาแพงหรือไม่?

การรักษาโรคข้อเสื่อม แบ่งเป็น 3 วิธี ขึ้นกับระดับอาการและความรุนแรงของโรค ได้แก่

การรักษาโดยไม่ใช้ยา ประกอบด้วย

การให้คำแนะนำผู้ป่วยเกี่ยวกับโรค ปัจจัยเสี่ยง และหลีก เลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้น

การออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง

ลดน้ำหนักตัว

การใช้เครื่องช่วยเดินในการเดิน เช่นไม้ค้ำยัน/ไม้เท้า

การประคบร้อนในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังมีอาการปวด และประคบเย็นหลังเกิดอาการ 48 ชั่วโมง เป็นวิธีการที่ทำได้ง่ายและราคาถูก ผู้ป่วยสามารถทำได้เอง

การรักษาด้วย คลื่นอัลตราซาวด์ การกระตุ้นไฟฟ้าผ่านผิว หนัง เลเซอร์ และ/หรือ ฝังเข็ม มีประสิทธิผลน้อยและค่าใช้จ่ายสูง

การรักษาด้วยยา

ยาแก้ปวดพาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นตัวเลือกอันดับแรกเพราะมีประ สิทธิผลใกล้เคียงยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์แต่มีความปลอดภัยและราคาถูก