วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

บิมร้อย น้ำมังคุด อาการกรดไหลย้อน ปวดกระดูก ภูมิแพ้ โทร 094 435 0404







บิมร้อย น้ำมังคุด อาการกรดไหลย้อน ปวดกระดูก ภูมิแพ้

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







โรคกรดไหลย้อน (Gastoesophageal reflux disease) หรือ เรียกย่อว่า โรคเกิร์ด (GERD) หรืออาจเรียกว่า โรคกรดไหลกลับ ได้แก่โรคซึ่งกรดที่ควรมีอยู่แต่เฉพาะในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนกลับเข้าไปในหลอดอาหาร และก่อให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ เช่น อาการแสบร้อนกลางอก (Heartburn) ลำคอและกล่องเสียงอักเสบ (เจ็บคอเรื้อรัง มีเสลด และอาจเสียงแหบเป็นครั้งคราว)

กรดไหลย้อนเป็นโรคพบได้บ่อยทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย โดยพบได้ใกล้เคียงกัน เป็นโรคพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยพบอัตราเกิดสูงขึ้นในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยพบได้สูงสุดในคนอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป มีรายงานว่าในคนตะวันตกพบโรคนี้ได้ประมาณ 10 - 20% ของประชากร ในสหรัฐอเมริกาพบได้ประมาณ 25 - 40% ที่จะมีอาการของโรคนี้ ซึ่งคาดว่าเมื่อคนมีอายุยืนยาวมากขึ้น ก็จะพบโรคนี้ได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

โรคกรดไหลย้อนเกิดได้อย่างไร?

ระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร จะมีกล้ามเนื้อทำหน้าที่เป็นหูรูด (Sphincter) ช่วยบีบบังคับไม่ให้อาหารและกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับเข้าไปในหลอดอาหาร ทั้งนี้เพราะกรดจะทำลายเยื่อบุหลอดอาหาร ก่อให้เกิดอาการและโรคต่างๆตามมา เพราะเนื้อเยื่อหลอดอาหารไม่สามารถทนต่อกรดได้ ดังนั้น เมื่อเกิดภาวะที่ทำให้หูรูดนี้หย่อนยาน หรือปิดไม่สนิท จึงส่งผลให้กรดและอาหารที่กำลังย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลทวนย้อนกลับเข้าสู่หลอดอาหาร

ภาวะที่ทำให้เกิดการหย่อนยาน และ/หรือการปิดไม่สนิทของหูรูดที่สำคัญ คือ อายุ กระเพาะอาหารบีบตัวได้น้อยลง และการมีความดันในกระเพาะอาหารสูงขึ้น (เช่น ในคนอ้วนหรือในคนที่กินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก/อิ่มมากเกินไป)

อายุ ในผู้สูงอายุเซลล์/เนื้อเยื่อทุกชนิดของร่างกายจะเสื่อมลงรวมทั้งของหูรูดนี้ ดังนั้นจึงเกิดการหย่อนยาน ทำงานประสิทธิภาพลดลง อาหารและกรดในกระเพาะอาหารจึงดันท้นย้อนกลับเข้าในหลอดอาหาร ส่วนในเด็กอ่อนเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การทำงานจึงหย่อนยาน เด็กอ่อนจึงมีการขย้อนนมและอาหารออกมาได้ แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหูรูดจะแข็งแรงขึ้น

กระเพาะอาหารบีบตัวลดน้อยลงจากสาเหตุต่างๆ เช่น จากสูงอายุขึ้น (อายุ 40 ปีขึ้นไป เซลล์ต่างๆทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งของหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อยๆเสื่อมลงๆ) หรือ จากการอักเสบของกระเพาะอาหาร หรือของเส้นประสาทกระเพาะอาหาร หรือจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาคลายเครียด ยาลดกรด (อ่านเพิ่มเติมใน วิธีใช้ยาลดกรด) ยาบรรเทาปวดกล้ามเนื้อ หรือจากสารบางอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน เช่น สุรา/เครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์ ซึ่งจากการบีบตัวลดลง จึงส่งผลให้เกิดการคั่งของอาหารและกรด จึงเพิ่มแรงดันในกระ เพาะอาหาร ดันให้หูรูดนี้เปิด อาหาร/กรดจึงไหลย้อนกลับเข้าสู่หลอดอาหาร








การมีแรงดันในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น จึงดันให้หูรูดนี้เปิดหรือปิดไม่สนิท อาหาร/กรดจากกระเพาะอาหารจึงไหลท้นย้อนกลับเข้าหลอดอาหาร เช่นโรคอ้วน การตั้งครรภ์ อาการไอ โดย เฉพาะการไอเรื้อรัง การกินอาหารในแต่ละมื้อในปริมาณสูง (กินอิ่มมากเกินไป) การกินแล้วนอนเลย และกินอาหารประเภทชนิดมีคุณสมบัติค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน เช่น อาหารไขมัน

โรคกรดไหลย้อนมีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงจากอะไร?

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน ได้แก่

อายุ ดังกล่าวแล้ว อายุยิ่งสูงขึ้น โอกาสเกิดโรคนี้ยิ่งสูงขึ้น

การกินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณสูง โดยเฉพาะกินมื้อเย็นก่อนนอน เพราะปริมาณอาหารยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร และการนอนราบยังเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร อาหารและกรดจึงไหลย้อนกลับเข้าหลอดอาหารได้ง่าย

ประเภทอาหาร และเครื่องดื่ม ได้แก่

ประเภทอาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน เช่น ไขมัน มันฝรั่งทอด มันเผาหรือมันต้ม อาหารทอด อาหารผัดน้ำมันมากๆ

อาหารและเครื่องดื่มที่มีสารช่วยการคลายตัวของกล้ามเนื้อ เพราะจะลดการบีบตัวของกระเพาะอาหาร เช่น ช็อกโกแลต สุรา/แอลกอฮอล์

เครื่องดื่มมีกาเฟอีน (เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มกลุ่มโคล่า ยาชูกำลังบางชนิด) เพราะกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้น

อาหารที่ก่อการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เช่น อาหารรสจัด เผ็ดจัด เครื่องดื่มและอา หารที่มีความเป็นกรด (เช่น รสเปรี้ยว มะเขือเทศ)

อาหารและเครื่องดื่มที่ให้แก๊สมาก (เช่น น้ำอัดลม หอม กระเทียม)

นอกจากนั้นแต่ละคนต้องสังเกตตนเองว่า อาหารและเครื่องดื่มประเภทใด ปริมาณอย่างไรที่กระตุ้นให้เกิดอาการ หรือก่อให้เกิดอาการมากขึ้น ทั้งนี้เพราะแต่ละคนจะไวต่ออาหารได้แตก ต่างกัน

บุหรี่ เพราะมีสารพิษ เพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร และอาจทำให้การบีบตัวของกระเพาะอาหารลดลง

โรคเรื้อรังต่างๆที่มีผลต่อการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ รวมทั้งของกระเพาะอาหารและของเส้น ประสาทกระเพาะอาหารเช่น โรคเบาหวาน และโรคที่ส่งผลให้มีการไอเรื้อรัง เช่น โรคถุงลมโป่งพอง

โรคอ้วน เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องสูงขึ้น ความดันในกระเพาะอาหารจึงสูงขึ้น

การตั้งครรภ์ เพราะเพิ่มความดันในกระเพาะอาหารจากครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น

โรคของกะบังลม ซึ่งมักเป็นแต่กำเนิด ทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมหย่อนหรือมีช่อง กระเพาะอา หารจึงดันเข้าไปอยู่ในช่องอก ส่งผลให้มีอาหารค้างในกระเพาะอาหาร รวมทั้งเพิ่มความดันในกระเพาะอาหารด้วย

โรคกล้ามเนื้อ และ/หรือ ของเนื้อเยื่อต่างๆ (พบได้น้อย) ส่งผลให้กล้ามเนื้อ และ/หรือเนื้อเยื่อหลอดอาหารและกระเพาะอาหารทำงานด้อยประสิทธิภาพลง