วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ ลดปัญหาท้องผูก ขับถ่ายไม่ปกติ ลดการสะสมของสารพิษในการร...







ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ ลดปัญหาท้องผูก ขับถ่ายไม่ปกติ ลดการสะสมของสารพิษในการร่างกาย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/819

โทร : 094-709-4444   ,    094-435-0404

          088-826-4444   ,   089-071-8889

ไลน์ :  @jumbolife






Synovy Fiber Detox ซินโนวี่ ไฟเบอร์ ดีท็อกซ์ 

บรรจุ 7 ซอง อย. 24-1-20555-1-1069



Synovy Fiber Detox คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นำสุดยอดสารสกัดพรีเมี่ยมจากทั่วทุกมุมโลกซึ่งมาจากธรรมชาติ 100% รวมตัวกันเป็นสุดยอดนวัตกรรม “การดีท็อก Detox” เพื่อการปรับสมดุลให้ร่างกาย และสุขภาพที่ดีขึ้นแก่คุณสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก



Synovy Fiber Detox มีจุลินทรีย์ที่ดี โปรไบโอติก (Probiotic) + พรีไบโอติก (Prebiotic)

- ช่วยให้ระบบย่อยดี ไม่ท้องผูก

- ลดสิวที่เกิดจากระบบเลือดไม่สะอาด

- ช่วยให้หลับดีขึ้น ส่งผลให้ผิวเนียนสดใส 

- ลดการสะสมสารพิษ เพราะมีจุลินทรีย์ชนิดดีที่ร่างกายต้องการ


Synovy Detox เหมาะกับคนกลุ่มไหน

- คนที่มีปัญหาท้องผูก

- บริโภคผักและผลไม้น้อย

- คนที่มีสภาวะอ่อนเพลีย/ตึงเครียด

- คนที่มีปัญหากลิ่นตัวรุมเร้า



วิธีรับประทาน Synovy Fiber Detox 

รับประทานวันละ 1 ซอง ก่อนนอน ฉีกซอง เทลงในน้ำธรรมดา 150 ml. คนให้ละลายแล้วดื่ม (ไม่ควรชงในน้ำร้อน)









Synovy Detox ซินโนวี่ ดีท๊อกซ์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดชงดื่ม อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ออกจากร่างกาย ให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก ลดคลอเรสเตอรอล ระดับไขมัน พร้อมให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณสดใส สุขภาพดี






Synovy Fiber คืออะไร ซินโนวี่ คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นำสุดยอดสารสกัดพรีเมี่ยมจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งมาจากธรรมชาติ รวมตัวกันเป็นสุดยอดนวัตกรรม "การดีท็อซ์ Detox" เพื่อการปรับสมดุลให้ร่างกาย และสุขภาพที่ดีขึ้นแก่คุณ

ล้างพิษในลำไส้

ปรับสมดุลระบบร่างกาย

หุ่นเพรียวกระชับ

ผิวพรรณสดใส

สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก เสมือนดั่งสโลแกนที่ว่า "ลำไส้ สดใส ทุกวัน"




ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ทานแล้วได้อะไร?

- ช่วยล้างสิ่งสกปรกในลำไส้

- ช่วยชำระสิ่งตกค้างของสารพิษในลำไส้

- ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก

- ช่วยให้ระบบการดูดซึมสารอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

- ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีผิวพรรณที่สดใส

- มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระชับสัดส่วน

- คลอเลสเตอรอล ระดับไขมัน และน้ำตาลในเลือด

- ช่วยปรับสมดุลย์ของร่างกายให้กลับมามีประสิทธิภาพ

ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ มาร์กี้ หุ่นเพรียว กระชับ ดีท็อกซ์ลำใส้ ขับล้างสารพิษ ...






ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ มาร์กี้ หุ่นเพรียว กระชับ ดีท็อกซ์ลำใส้ ขับล้างสารพิษ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/819

โทร : 094-709-4444   ,    094-435-0404

          088-826-4444   ,   089-071-8889

ไลน์ :  @jumbolife






SYNOVY DETOX ดีท็อกซ์พุงยุบ BY มาร์กี้ ราศรี

ดีท็อกซ์มาร์กี้ SYNOVY DETOX ซินโนวี่ดีท็อกซ์



1 กล่องบรรจุ : 7ซอง (ซองละ18กรัม)





คุณประโยชน์หลัก : ดีท็อกซ์ ล้างพิษ เพิ่มจุลินทรีย์ตัวดี ปรับสมดุลให้ระบบทางเดินอาหารและลำใส้


ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ Synovy Detox นวัตกรรมใหม่ของการดีท็อกซ์

มีกากใยอาหาร (Fiber) สูงถึง 8,200 มิลลิกรัม

ส่วนผสมมาจากสารสกัดจากธรรมชาติระดับโลก และมีประโยชน์ต่อร่างกายที่สุด

มีจุลินทรีย์พรีไบโอติก (Prebiotic) สายพันธุ์ที่ดีต่อร่างกาย BC30

มีอาหารของจุลินทรีย์มากขึ้น ถึง2ชนิด FOS และ GOS



ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ทานแล้วได้อะไร?

- ช่วยล้างสิ่งสกปรกในลำไส้

- ช่วยชำระสิ่งตกค้างของสารพิษในลำไส้

- ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก

- ช่วยให้ระบบการดูดซึมสารอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

- ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีผิวพรรณที่สดใส

- มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระชับสัดส่วน

- คลอเลสเตอรอล ระดับไขมัน และน้ำตาลในเลือด

- ช่วยปรับสมดุลย์ของร่างกายให้กลับมามีประสิทธิภาพ











Synovy Detox ซินโนวี่ ดีท๊อกซ์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดชงดื่ม อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ออกจากร่างกาย ให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก ลดคลอเรสเตอรอล ระดับไขมัน พร้อมให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณสดใส สุขภาพดี





Synovy Fiber คืออะไร ซินโนวี่ คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นำสุดยอดสารสกัดพรีเมี่ยมจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งมาจากธรรมชาติ รวมตัวกันเป็นสุดยอดนวัตกรรม "การดีท็อซ์ Detox" เพื่อการปรับสมดุลให้ร่างกาย และสุขภาพที่ดีขึ้นแก่คุณ

-ล้างพิษในลำไส้

-ปรับสมดุลระบบร่างกาย

-หุ่นเพรียวกระชับ

-ผิวพรรณสดใส

สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก เสมือนดั่งสโลแกนที่ว่า "ลำไส้ สดใส ทุกวัน"

วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Synovy Detox อาหารเสริมควบคุมน้ำหนัก มาร์กี้ รสชาติดี ทานง่าย โทร 088 82...





Synovy Detox อาหารเสริมควบคุมน้ำหนัก มาร์กี้ รสชาติดี ทานง่าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/819

โทร 094-709-4444 ,  089-071-8889,

        094-435-0404 , 088-826-4444

ไลน์:  @jumbolife





ดีท็อกซ์ ล้างพิษ เพิ่มจุลินทรีย์ตัวดี ปรับสมดุลให้ระบบทางเดินอาหารและลำใส้



วิธีรับประทาน : ชงซินโนวี่ [Synovy] 1ซอง เทลงในน้ำปริมาณ150-200ml ควรเป็นน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้องปกติ ไม่ควรชงในน้ำร้อน คนให้ละลายเข้ากันแล้วดื่มก่อนนนอน



ขนาดรับประทาน : วันละ 1 ซอง



คำเตือน : เด็ก สตรีมีครรภ์ ไม่ควรรับประทาน





-ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ทานแล้วได้อะไร?

-ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ช่วยล้างสิ่งสกปรกในลำไส้

-ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ช่วยชำระสิ่งตกค้างของสารพิษในลำไส้

-ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ช่วยเรื่องมะเร็งลำไส้

-ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก

-ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ช่วยให้ระบบการดูดซึมสารอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

-ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีผิวพรรณที่สดใส

-ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระชับสัดส่วน

-ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] คลอเลสเตอรอล ระดับไขมัน และน้ำตาลในเลือด

-ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ช่วยปรับสมดุลย์ของร่างกายให้กลับมามีประสิทธิภาพ






ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] นวัตกรรมใหม่ของการดีท็อกซ์

มีกากใยอาหาร (Fiber) สูงถึง 8,200 มิลลิกรัม

ส่วนผสมมาจากสารสกัดจากธรรมชาติระดับโลก และมีประโยชน์ต่อร่างกายที่สุด

มีจุลินทรีย์พรีไบโอติก (Prebiotic) สายพันธุ์ที่ดีต่อร่างกาย BC30

มีอาหารของจุลินทรีย์มากขึ้น ถึง2ชนิด FOS และ GOS



ซินโนวี่ Synovy Fiber เป็น Supplement มีจุลินทรีย์ที่ดี โปรไบโอติก (Probiotic) + พรีไบโอติก (Prebiotic)

- ช่วยให้ระบบย่อยดี ไม่ท้องผูก

- ลดสิวที่เกิดจากระบบเลือดไม่สะอาด

- ช่วยให้หลับดีขึ้น ส่งผลให้ผิวเนียนสดใส เพราะมีการฟื้นฟูที่ถูกวิธี

- ลดการสะสมสารพิษ เพราะมีจุลินทรีย์ ชนิดดีที่ร่างกายต้องการ



คนกลุ่มไหนควรทาน Synovy Detox ซินโนวี่ ไฟเบอร์ ดีท๊อกซ์

- คนที่มีปัญหาท้องผูก ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ ขับถ่ายยาก เป็นประจำ

- บริโภคผัก และผลไม้น้อย มีนิสัยการรับประทานไม่ถูกโภชนาการ ทานแต่ของไม่มีประโยชน์

- คนที่มีสภาวะอ่อนเพลีย / ตึงเครียด อารมณ์เสียง่าย โดนมลภาวะบ่อยๆ ร่างกายไม่เคยนำสารพิษออกบ้าง

- คนที่มีปัญหากลิ่นตัวรุมเร้า เนื่องจากภายในร่างกายสะสมของเสีย และสารพิษไว้มาก

- ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป เนื่องจาก ซินโนวี่ สกัดจากธรรมชาติ จึงเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย

วันพุธที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Synovy Detox อาหารเสริมควบคุมน้ำหนัก ดีท็อกซ์ลำใส้ โทร 094 709 4444





Synovy Detox อาหารเสริมควบคุมน้ำหนัก ดีท็อกซ์ลำใส้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.synovydetoxthailand.com

โทร 094-709-4444 ,  089-071-8889,

        094-435-0404 , 088-826-4444

ไลน์:  @jumbolife



Synovy Fiber Detox ซินโนวี่ ไฟเบอร์ : สหเฮอร์เบิ้ลขอแนะนำ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดชงดื่ม อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ออกจากร่างกาย ให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก ลดคลอเรสเตอรอล ระดับไขมัน พร้อมให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณสดใส สุขภาพดี



สรรพคุณ : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดชงดื่ม อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ออกจากร่างกาย ให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก ลดคลอเรสเตอรอล ระดับไขมัน พร้อมให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณสดใส สุขภาพดี



วิธีใช้ : ทานวันละ 1 ซอง ก่อนนอน ฉีกซอง ซินโนวี่ 18 กรัม เทลงในน้ำธรรมดา 150 มล. (ไม่ควรชงในน้ำร้อน) คนให้ละลาย



ส่วนผสม : ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์, ผงไซเลี่ยมฮัสก์, ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์, ผงน้ำมะม่วง, สารสกัดจากราสพ์เบอร์รี่, ไคโตซาน, ผงน้ำสตอเบอร์รี่, สารสกัดจากแอปเปิ้ล, สารสกัดจากชาเขียว, พาร์เชียลลี ไฮโดรไลซ์ กัวร์กัม, สารสกัดจากทับทิม, สารสกัดจากอัลฟัลฟ่า, สารสกัดจากผลส้มแขก, ผงน้ำแครนเบอร์รี่, แอล-ซีสเตอีน ไฮโดรคลอไรด์ แอนไฮดรัส, แอล-กลูต้าไธโอน, โคเอนไซม์ คิวเท็น, เดกซ์โทรส โมโนไฮเดรต, กรดซิตริก, ซูคราโลส, อะซีซัลเฟมเค, แต่งกลิ่นส้ม



Synovy Detox ซินโนวี่ ดีท๊อกซ์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดชงดื่ม อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ออกจากร่างกาย ให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก ลดคลอเรสเตอรอล ระดับไขมัน พร้อมให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณสดใส สุขภาพดี




Synovy Fiber คืออะไร ซินโนวี่ คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นำสุดยอดสารสกัดพรีเมี่ยมจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งมาจากธรรมชาติ รวมตัวกันเป็นสุดยอดนวัตกรรม "การดีท็อซ์ Detox" เพื่อการปรับสมดุลให้ร่างกาย และสุขภาพที่ดีขึ้นแก่คุณ

ล้างพิษในลำไส้

ปรับสมดุลระบบร่างกาย

หุ่นเพรียวกระชับ

ผิวพรรณสดใส

สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก เสมือนดั่งสโลแกนที่ว่า "ลำไส้ สดใส ทุกวัน"











ซินโนวี่ Synovy Fiber เป็น Supplement มีจุลินทรีย์ที่ดี โปรไบโอติก (Probiotic) + พรีไบโอติก (Prebiotic)

- ช่วยให้ระบบย่อยดี ไม่ท้องผูก

- ลดสิวที่เกิดจากระบบเลือดไม่สะอาด

- ช่วยให้หลับดีขึ้น ส่งผลให้ผิวเนียนสดใส เพราะมีการฟื้นฟูที่ถูกวิธี

- ลดการสะสมสารพิษ เพราะมีจุลินทรีย์ ชนิดดีที่ร่างกายต้องการ



คนกลุ่มไหนควรทาน Synovy Detox ซินโนวี่ ไฟเบอร์ ดีท๊อกซ์ 

- คนที่มีปัญหาท้องผูก ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ ขับถ่ายยาก เป็นประจำ

- บริโภคผัก และผลไม้น้อย มีนิสัยการรับประทานไม่ถูกโภชนาการ ทานแต่ของไม่มีประโยชน์

- คนที่มีสภาวะอ่อนเพลีย / ตึงเครียด อารมณ์เสียง่าย โดนมลภาวะบ่อยๆ ร่างกายไม่เคยนำสารพิษออกบ้าง

- คนที่มีปัญหากลิ่นตัวรุมเร้า เนื่องจากภายในร่างกายสะสมของเสีย และสารพิษไว้มาก

- ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป เนื่องจาก ซินโนวี่ สกัดจากธรรมชาติ จึงเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย



คุณสมบัติเด่นของ Synovy Fiber ซินโนวี่ ไฟเบอร์ ดีท๊อกซ์

- ช่วยล้างสิ่งสกปรกในลำไส้ ลดการตกค้างของสารพิษ

- ลดการเสี่ยงการเกิดโรค

- ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก ขับถ่ายดีทุกวัน

- ลดคลอเรสเตอรอล ระดับไขมัน

- ช่วยให้ร่างกายดูดซึมอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

- กระปรี้กระเปร่า มีผิวพรรณที่สดใส

- มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระชับสัดส่วน

- ปรับสมดุลของร่างกายให้กลับมามีประสิทธิภาพ



ทำไมต้อง Synovy Fiber Detox ซินโนวี่ ไฟเบอร์

- Fiber มีกากใยอาหารมาก ถึง 8,200 mg.

- Extract การันตีสารสกัดระดับโลก และมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

- Probiotic มีจุลินทรีย์สุขภาพสายพันธุ์ดี

- Prebiotic มีอาหารของจุลินทรีย์มากขึ้นถึง 2 ชนิด (FOS+GOS)

บอกลาพุงป่อง SYNOVY DETOX รสผลไม้ ทานง่าย หุ่นดี ผิวใส โทร 094 709 4444





บอกลาพุงป่อง SYNOVY DETOX รสผลไม้ ทานง่าย หุ่นดี ผิวใส

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.synovydetoxthailand.com

โทร 094-709-4444 ,  089-071-8889,

        094-435-0404 , 088-826-4444

ไลน์:  @jumbolife







✔ช่วยล้างสิ่งสกปรกในลำไส้ ✔ชำระสิ่งตกค้างของสารพิษในลำไส้

✔ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก ✔ช่วยให้ระบบการดูดซึมสารอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

✔ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีผิวพรรณที่สดใส ✔มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระชับสัดส่วน ✔ปรับสมดุลย์ของร่างกาย

อาหารเสริม Synovy Detox ซินโนวี่ ดีท๊อก



ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ทานแล้วได้อะไร?

ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ช่วยล้างสิ่งสกปรกในลำไส้

ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ช่วยชำระสิ่งตกค้างของสารพิษในลำไส้

ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ช่วยเรื่องมะเร็งลำไส้

ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก

ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ช่วยให้ระบบการดูดซึมสารอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีผิวพรรณที่สดใส

ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระชับสัดส่วน

ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] คลอเลสเตอรอล

ระดับไขมัน และน้ำตาลในเลือด

ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ช่วยปรับสมดุลย์ของร่างกายให้กลับมามีประสิทธิภาพ











ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ Synovy Detox นวัตกรรมใหม่ของการดีท็อกซ์



มีกากใยอาหาร (Fiber) สูงถึง 8,200 มิลลิกรัม

ส่วนผสมมาจากสารสกัดจากธรรมชาติระดับโลก และมีประโยชน์ต่อร่างกายที่สุด

มีจุลินทรีย์พรีไบโอติก (Prebiotic) สายพันธุ์ที่ดีต่อร่างกาย BC30

มีอาหารของจุลินทรีย์มากขึ้น ถึง2ชนิด FOS และ GOS


ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ทานแล้วได้อะไร?

- ช่วยล้างสิ่งสกปรกในลำไส้

- ช่วยชำระสิ่งตกค้างของสารพิษในลำไส้

- ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก

- ช่วยให้ระบบการดูดซึมสารอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

- ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีผิวพรรณที่สดใส

- มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระชับสัดส่วน

- คลอเลสเตอรอล ระดับไขมัน และน้ำตาลในเลือด

- ช่วยปรับสมดุลย์ของร่างกายให้กลับมามีประสิทธิภาพ


ซินโนวี่ มาร์กี้ ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก โทร 094 709 4444





ซินโนวี่ มาร์กี้ ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/819

โทร 094-709-4444 ,  089-071-8889,

        094-435-0404 , 088-826-4444

ไลน์:  @jumbolife





ดีท็อกซ์ ล้างพิษ เพิ่มจุลินทรีย์ตัวดี ปรับสมดุลให้ระบบทางเดินอาหารและลำใส้



วิธีรับประทาน : ชงซินโนวี่ [Synovy] 1ซอง เทลงในน้ำปริมาณ150-200ml ควรเป็นน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้องปกติ ไม่ควรชงในน้ำร้อน คนให้ละลายเข้ากันแล้วดื่มก่อนนนอน



ขนาดรับประทาน : วันละ 1 ซอง



คำเตือน : เด็ก สตรีมีครรภ์ ไม่ควรรับประทาน



ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ [Synovy Detox] ทานแล้วได้อะไร?

- ช่วยล้างสิ่งสกปรกในลำไส้

- ช่วยชำระสิ่งตกค้างของสารพิษในลำไส้

- ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก

- ช่วยให้ระบบการดูดซึมสารอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

- ช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีผิวพรรณที่สดใส

- มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระชับสัดส่วน

- คลอเลสเตอรอล ระดับไขมัน และน้ำตาลในเลือด

- ช่วยปรับสมดุลย์ของร่างกายให้กลับมามีประสิทธิภาพ








ซินโนวี่ ดีท็อกซ์ Synovy Detox นวัตกรรมใหม่ของการดีท็อกซ์



มีกากใยอาหาร (Fiber) สูงถึง 8,200 มิลลิกรัม

ส่วนผสมมาจากสารสกัดจากธรรมชาติระดับโลก และมีประโยชน์ต่อร่างกายที่สุด

มีจุลินทรีย์พรีไบโอติก (Prebiotic) สายพันธุ์ที่ดีต่อร่างกาย BC30

มีอาหารของจุลินทรีย์มากขึ้น ถึง2ชนิด FOS และ GOS



Synovy Fiber Detox คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นำสุดยอดสารสกัดพรีเมี่ยมจากทั่วทุกมุมโลกซึ่งมาจากธรรมชาติ 100% รวมตัวกันเป็นสุดยอดนวัตกรรม “การดีท็อก Detox” เพื่อการปรับสมดุลให้ร่างกาย และสุขภาพที่ดีขึ้นแก่คุณสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก



Synovy Fiber Detox มีจุลินทรีย์ที่ดี โปรไบโอติก (Probiotic) + พรีไบโอติก (Prebiotic) - ช่วยให้ระบบย่อยดี ไม่ท้องผูก - ลดสิวที่เกิดจากระบบเลือดไม่สะอาด - ช่วยให้หลับดีขึ้น ส่งผลให้ผิวเนียนสดใส - ลดการสะสมสารพิษ เพราะมีจุลินทรีย์ชนิดดีที่ร่างกายต้องการ


Synovy Detox ดีท็อกซ์ลำใส้ ชำระล้างสารพิษในร่างกาย โทร 094 709 4444





Synovy Detox  ดีท็อกซ์ลำใส้ ชำระล้างสารพิษในร่างกาย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

https://www.synovydetoxthailand.com

โทร 094-709-4444 ,  089-071-8889,

        094-435-0404 , 088-826-4444

ไลน์:  @jumbolife





Synovy Fiber Detox ซินโนวี่ ไฟเบอร์ : สหเฮอร์เบิ้ลขอแนะนำ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดชงดื่ม อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ออกจากร่างกาย ให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก ลดคลอเรสเตอรอล ระดับไขมัน พร้อมให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณสดใส สุขภาพดี



สรรพคุณ : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดชงดื่ม อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ออกจากร่างกาย ให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก ลดคลอเรสเตอรอล ระดับไขมัน พร้อมให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณสดใส สุขภาพดี



วิธีใช้ : ทานวันละ 1 ซอง ก่อนนอน ฉีกซอง ซินโนวี่ 18 กรัม เทลงในน้ำธรรมดา 150 มล. (ไม่ควรชงในน้ำร้อน) คนให้ละลาย



ส่วนผสม : ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์, ผงไซเลี่ยมฮัสก์, ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์, ผงน้ำมะม่วง, สารสกัดจากราสพ์เบอร์รี่, ไคโตซาน, ผงน้ำสตอเบอร์รี่, สารสกัดจากแอปเปิ้ล, สารสกัดจากชาเขียว, พาร์เชียลลี ไฮโดรไลซ์ กัวร์กัม, สารสกัดจากทับทิม, สารสกัดจากอัลฟัลฟ่า, สารสกัดจากผลส้มแขก, ผงน้ำแครนเบอร์รี่, แอล-ซีสเตอีน ไฮโดรคลอไรด์ แอนไฮดรัส, แอล-กลูต้าไธโอน, โคเอนไซม์ คิวเท็น, เดกซ์โทรส โมโนไฮเดรต, กรดซิตริก, ซูคราโลส, อะซีซัลเฟมเค, แต่งกลิ่นส้ม


Synovy Detox ซินโนวี่ ดีท๊อกซ์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดชงดื่ม อุดมด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ออกจากร่างกาย ให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก ลดคลอเรสเตอรอล ระดับไขมัน พร้อมให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณสดใส สุขภาพดี


Synovy Fiber คืออะไร ซินโนวี่ คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นำสุดยอดสารสกัดพรีเมี่ยมจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งมาจากธรรมชาติ รวมตัวกันเป็นสุดยอดนวัตกรรม "การดีท็อซ์ Detox" เพื่อการปรับสมดุลให้ร่างกาย และสุขภาพที่ดีขึ้นแก่คุณ

-ล้างพิษในลำไส้

-ปรับสมดุลระบบร่างกาย

-หุ่นเพรียวกระชับ

-ผิวพรรณสดใส

สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก เสมือนดั่งสโลแกนที่ว่า "ลำไส้ สดใส ทุกวัน"






ซินโนวี่ Synovy Fiber เป็น Supplement มีจุลินทรีย์ที่ดี โปรไบโอติก (Probiotic) + พรีไบโอติก (Prebiotic)

- ช่วยให้ระบบย่อยดี ไม่ท้องผูก

- ลดสิวที่เกิดจากระบบเลือดไม่สะอาด

- ช่วยให้หลับดีขึ้น ส่งผลให้ผิวเนียนสดใส เพราะมีการฟื้นฟูที่ถูกวิธี

- ลดการสะสมสารพิษ เพราะมีจุลินทรีย์ ชนิดดีที่ร่างกายต้องการ



คนกลุ่มไหนควรทาน Synovy Detox ซินโนวี่ ไฟเบอร์ ดีท๊อกซ์ 

- คนที่มีปัญหาท้องผูก ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ ขับถ่ายยาก เป็นประจำ

- บริโภคผัก และผลไม้น้อย มีนิสัยการรับประทานไม่ถูกโภชนาการ ทานแต่ของไม่มีประโยชน์

- คนที่มีสภาวะอ่อนเพลีย / ตึงเครียด อารมณ์เสียง่าย โดนมลภาวะบ่อยๆ ร่างกายไม่เคยนำสารพิษออกบ้าง

- คนที่มีปัญหากลิ่นตัวรุมเร้า เนื่องจากภายในร่างกายสะสมของเสีย และสารพิษไว้มาก

- ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป เนื่องจาก ซินโนวี่ สกัดจากธรรมชาติ จึงเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย



คุณสมบัติเด่นของ Synovy Fiber ซินโนวี่ ไฟเบอร์ ดีท๊อกซ์

- ช่วยล้างสิ่งสกปรกในลำไส้ ลดการตกค้างของสารพิษ

- ลดการเสี่ยงการเกิดโรค

- ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แก้ท้องผูก ขับถ่ายดีทุกวัน

- ลดคลอเรสเตอรอล ระดับไขมัน

- ช่วยให้ร่างกายดูดซึมอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

- ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีผิวพรรณที่สดใส

- มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระชับสัดส่วน

- ปรับสมดุลของร่างกายให้กลับมามีประสิทธิภาพ



ทำไมต้อง Synovy Fiber Detox ซินโนวี่ ไฟเบอร์

- Fiber มีกากใยอาหารมาก ถึง 8,200 mg.

- Extract การันตีสารสกัดระดับโลก และมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

- Probiotic มีจุลินทรีย์สุขภาพสายพันธุ์ดี

- Prebiotic มีอาหารของจุลินทรีย์มากขึ้นถึง 2 ชนิด (FOS+GOS)

BIM100 ดูแลสุขภาพโรคภูมิแพ้ กรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม โทร 094 435 0404





BIM100 ดูแลสุขภาพโรคภูมิแพ้ กรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife





โรคภูมิแพ้คือโรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารกระตุ้นที่ในภาวะปกติแล้วจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรพืช แต่ในโรคภูมิแพ้ร่างกายจะเกิดการตอบสนอง อย่างมากผิดปกติต่อสารเหล่านั้นจึงทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) นั้นเช่น

ถ้าเป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก เมื่อเราหายใจเข้าไปทางจมูก สารก่อภูมิแพ้จะไปสัมผัสกับเยื่อบุโพรงจมูกแล้วทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูกเกิดอาการคัดจมูก จาม มีน้ำมูกใสๆ และคันจมูก

ถ้าเป็นโรคหืด เมื่อหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าไปถึงหลอดลมก็จะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลม แล้วหลอดลมก็จะตอบสนองด้วยการหดเกร็ง เกิดอาการของหลอดลมตีบขึ้น



ทั้งนี้อาจใช้เวลาก่อนเกิดอาการเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้หลังสัมผัสสารก่อภูมิแพ้

ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ยังมักมีแนวโน้มที่จะเกิดการตอบสนองไวกว่าปกติต่อสิ่งกระตุ้นที่ไม่ใช่ สารก่อภูมิแพ้ได้เช่น ความเย็น ความร้อน ความกดอากาศต่ำ ฝนและ/หรือความชื้น ซึ่งภาวะนี้อาจอยู่นานเป็นวันหรือเป็นเดือนก็ได้และสามารถเกิดอาการได้โดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้



โรคภูมิแพ้มีสาเหตุเกิดจากอะไร?

โรคภูมิแพ้เกิดจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยพบว่าถ้าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณ 30 - 50% แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะมีผลให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงประมาณ 50 - 70% ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้เลยมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพียงประมาณ 10% เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัจจัยทางพันธุกรรมได้ ดังนั้นการกำจัดและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองต่างๆเช่น ควัน บุหรี่ ไรฝุ่น ในผู้ป่วยและครอบครัวที่เป็นโรคภูมิแพ้ (ซึ่งมีความเสี่ยงสูง) จะสามารถลดอาการของโรค หรือป้องกันไม่ให้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้








โรคภูมิแพ้มีกี่ชนิด?

ชนิดของโรคภูมิแพ้อาจแบ่งตามระบบของร่างกายออกได้เป็น 5 กลุ่มคือ

1. โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจได้แก่ โรคหืด (Asthma)

2. โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ (Allergic rhinitis)

3. โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Allergic skin disease)

4. โรคภูมิแพ้ทางตา (Eye allergy)

5. โรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงที่มีอาการหลายระบบ (Anaphylaxis)



โรคหืด (Asthma): อาการของผู้ป่วยขณะที่จับหืดคือ มีอาการแน่นหน้าอก หายใจหอบเหนื่อย หายใจดังหวีด มักมีอาการเป็นๆหายๆ หรือในกรณีที่มีอาการมากอาจมีอาการทุกคืน อาการอาจบรรเทาได้ด้วยยาขยายหลอดลม แต่ก็มักควบคุมอาการได้เฉพาะช่วงแรกๆต่อมามักต้องใช้ยาบ่อยขึ้นและมากขึ้น บางครั้งโรคหืดอาจแสดงอาการเพียงแต่อาการไอกลางคืนหรือไอเรื้อรังโดยไม่มีเสียงหวีดหรืออาการแน่นหน้าอกก็ได้ ทำให้การวินิจฉัยยากขึ้น บางครั้งก็มีอาการแน่นหน้าอกเฉพาะช่วงออกกำลังกาย แต่ที่มักถูกมองข้ามเกือบเสมอๆคือไม่ได้นึกถึงโรคภูมิแพ้ทางจมูกซึ่งสามารถพบร่วมกันได้มากกว่า 70 - 80% ซึ่งการให้การรักษาอาการของโรคหืดอย่างเดียวโดยไม่รักษาโรคภูมิแพ้ทางจมูกด้วยจะทำให้ควบคุมอาการไม่ดีเท่าที่ควร

การวินิจฉัยที่แน่นอนคือการตรวจวัดสมรรถภาพปอด ซึ่งนอกจากจะช่วยในการวินิจฉัยโรคแล้ว ยังช่วยประเมินความรุนแรงของโรคอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามการตรวจโดยวิธีนี้ทำได้ค่อนข้างยากในผู้ป่วยเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 7 ปี กรณีที่ไม่มีเครื่องทดสอบสมรรถภาพปอดชนิด Spirometer อาจใช้เครื่องมือชนิดที่เรียกว่า Peak flow meter ซึ่งมีราคาถูกกว่าและมีประโยชน์ในการประเมินอาการของโรคกรณีที่ไม่สามารถตรวจด้วย Spirometer ได้



โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ (Allergic rhinitis): อาการของโรคภูมิ แพ้ทางจมูกอาจแบ่งได้เป็น 4 ชนิดคือ

ชนิดแรกเป็นชนิดที่มีอาการเด่นทางน้ำมูก คือจะมีน้ำมูกใสไหล จาม คันจมูก

ชนิดที่สองมีอาการเด่นทางอาการคัดจมูกเป็นหลัก มักไม่มีน้ำมูกหรืออาการจาม

ชนิดที่สามจะมีอาการของ 2 ชนิดแรกรวมกัน คือมีทั้งน้ำมูกใสและอาการคัดจมูก

ส่วนชนิดสุดท้ายจะมีอาการที่วินิจฉัยยากถ้าผู้ตรวจไม่มีความชำนาญอาจวินิจฉัยผิดได้ กลุ่มนี้อาจมีอาการไอเรื้อรังหรือกระแอมซึ่งเกิดจากเสมหะไหลหรือซึมลงคอ อาจรู้สึกมีเสมหะติดคอเวลาเช้าได้ บางคนมีอาการปวดหัว/ปวดศีรษะเรื้อรัง นอนกรน หรือถอนหายใจบ่อยๆ ปากแห้ง บางคนมีอาการคันหัวตาโดยไม่มีอาการตาแดง อธิบายว่าเกิดจากการที่มีเยื่อจมูกบวมมากทำให้ท่อน้ำตาที่อยู่ติดๆกันอักเสบเกิดอาการคันที่หัวตาอย่างมาก

การวินิจฉัยโรคนี้สามารถทำได้จากการซักประวัติทางการแพทย์อย่างละเอียดโดยเฉพาะประวัติโรค หรือมีอาการภูมิแพ้ภายในครอบครัว การสังเกตตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการ รวมทั้งสภาพลักษณะการทำงาน สภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ทำงาน การตรวจร่างกายบางอย่างถ้าพบก็จะมีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคเช่น การมีขอบตาล่างบวมคล้ำ การตรวจภายในโพรงจมูกจะช่วยบอกถึงความรุนแรงของการอักเสบและอาจบอกถึงโรคในโพรงจมูกที่มีผลต่อการรักษาโรคภูมิแพ้ได้เช่น อาจพบการซีดหรือมีสีแดงจัดจากการอักเสบ

บิมร้อย น้ำมังคุด รู้ทันข้ออักเสบ เก๊าท์ กรดไหลย้อน โทร 094 435 0404




บิมร้อย น้ำมังคุด รู้ทันข้ออักเสบ  เก๊าท์ กรดไหลย้อน

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/23

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







อาการของโรคข้อเสื่อมจะเป็นผลมาจากวัยและการใช้งาน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางหลีกเลี่ยงเสียทีเดียว Better Health ฉบับนี้มีข้อแนะนำหลายประการที่จะช่วยให้คุณเคลื่อนไหวได้อย่างไร้กังวลแม้อายุจะเพิ่มมากขึ้น



วันโรคข้อสากล เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2553 ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขแจ้งตัวเลขที่น่าตกใจว่า ปัจจุบันมีคนไทยเป็นโรคข้อเสื่อม กระดูกพรุนมากถึง 7 ล้านคน โดยมักพบในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปและผู้สูงอายุ ที่สำคัญ จำนวนตัวเลขดังกล่าวมีแต่จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุที่มีมากขึ้นนั่นเอง



ข้อเสื่อม เป็นอาการที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่ฉาบผิวกระดูกข้อต่อไว้ไม่ให้มีการเสียดสีกันเมื่อเคลื่อนไหว ซึ่งเมื่อเราเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการลุก นั่ง ยืน หรือเดิน ข้อต่อจะทำงานสอดประสานกันอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อกระดูกอ่อนผุพังหรือบางลง กระดูกข้อต่อก็จะเสียดสีกันจนเป็นผลให้เกิดการอักเสบ



ซึ่งผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปวดบริเวณข้อต่อจนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก



อย่างไรก็ตาม จากคำแนะนำของ นพ. สิทธิพร อรพินท์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระดูกและข้อ ทำให้เราพบว่า การหลีกเลี่ยงอาการปวดข้อนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย หากคุณดูแลร่างกายเป็นอย่างดี และนี่คือ 4 วิธี ที่จะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคข้อเสื่อม



1. ควบคุมน้ำหนัก

หนึ่งในสาเหตุใหญ่ของอาการข้อเสื่อมก็คือ การที่มีน้ำหนักตัวเกิน หรืออ้วน เพราะยิ่งน้ำหนักตัว มากเท่าไร ข้อต่าง ๆ ในร่างกายก็ยิ่งต้องรับภาระมากเท่านั้น โดยเฉพาะข้อเข่า สะโพก และ หลัง ที่เป็นกำลังหลักในการรับน้ำหนักของร่างกาย





การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการควบคุมน้ำหนักจึงเป็นการทนุถนอมข้อกระดูกทางหนึ่ง โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ช่วยเผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี แต่หากผู้ป่วยกังวล ว่าการออกกำลังกายจะเป็นอันตรายต่อข้อกระดูก ก็ควรเลือกประเภทของการออกกำลังกายที่ข้อไม่ต้องแบกรับภาระมากนัก เช่น ว่ายน้ำ การเดินในน้ำ เดิน หรือปั่นจักรยาน (ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลัง)



2. ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ

“น้ำหนักน้อยก็ใช่ว่าจะไม่เป็นโรคข้อ หากทำอะไรที่ผิดท่า ไม่ว่าจะชอบนั่งยอง ๆ นั่งกับพื้น ผุดลุกผุดนั่งบ่อย ๆ หรือการขึ้นบันไดเป็นประจำ เหล่านี้ก็ทำให้ข้อเข่าเสียได้บางคนชอบยืนทิ้งน้ำหนักข้างเดียวซึ่งเป็นการสร้างภาระให้กับข้อข้างนั้นแทนที่จะลงน้ำหนักสองขาเท่า ๆ กัน อย่างนี้เป็นต้น” นพ. สิทธิพร อธิบาย



การนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน เช่น นั่งหลังงอและก้มคอทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันหลายชั่วโมงก็เป็นผลเสียต่อข้อต่อบริเวณคอ และกระดูกสันหลังส่วนเอวเช่นกัน ควรนั่งให้ถูกต้องโดยการนั่งพิงพนักเก้าอี้ และไม่ควรก้มคอนาน ๆ นอกจากนั้นทางที่ดี ควรหาโอกาสขยับตัว โดยลุกขึ้นมาเดินบ้าง ยืดแขนยืดขาบ้างเพื่อเป็นการบริหารข้อต่อ



3. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

แม้ว่าการออกกำลังกายจะเป็นสิ่งดี แต่หากออกกำลังกายหนักเกินไป ก็จะเป็นการสร้างภาระให้กับข้อกระดูกได้ โดยจะเห็นได้จากนักกีฬาอาชีพ ซึ่งมักมีปัญหาข้อกระดูกเสื่อมอย่างรวดเร็ว “ประเทศไทยอาจไม่มีตัวอย่างให้เห็นมากนัก อาจเพราะเรามีนักกีฬาอาชีพน้อย และกีฬาของเราก็ไม่ค่อยได้ใช้ข้อบริเวณไหล่กับสะโพก ในประเทศที่นิยมกีฬาอย่างเบสบอลซึ่งต้องใช้การขว้างลูกจะพบว่า มีนักกีฬาที่ประสบปัญหาข้อต่อไหล่และสะโพกเสื่อมกันมาก” นพ. สิทธิพรอธิบาย



ทั้งนี้ การป้องกันโรคข้อเสื่อมจากการออกกำลังกายสามารถทำได้โดยการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อเป็นส่วนสำคัญในการแบ่งเบาภาระต่าง ๆ ของข้อต่อเมื่อร่างกายเคลื่อนไหวรุนแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณเอ็นข้อต่อซึ่งเป็นจุดสำคัญของการออกกำลังแทบทุกประเภท นอกจากนี้ การมีกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังที่ดีจะทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังรับภาระน้อยลง ซึ่งลดความเสี่ยงต่อความเสื่อมได้มาก อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเริ่มฝึกกล้ามเนื้อใด ๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อไม่ให้การ ฝึกฝนนั้นไปสร้างภาระให้กับข้อกระดูก



4. อาหารและยา

การรับประทานยาจำพวก กลูโคซามีน และคอนโดรอิทีน ซึ่งเชื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างน้ำไขข้อและกระดูกอ่อนเคลือบผิวข้อได้ แต่ไม่ยืนยันว่าได้ประโยชน์มากเท่าใด ทั้งนี้ต้องใช้ในกรณีที่ข้อเสื่อมอยู่ในระยะแรกๆ เท่านั้น

ดูแลสุขภาพ BIM100 โรคภูมิแพ้ กรดไหลย้อน ซีสต์ โทร 090 435 0404






ดูแลสุขภาพ BIM100 โรคภูมิแพ้ กรดไหลย้อน ซีสต์

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife



โรคภูมิแพ้ผิวหนัง



โรคภูมิแพ้ผิวหนัง มักเกิดร่วมกับโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด แพ้อากาศ  สาเหตุโรคไม่แน่ชัด แต่เชื่อว่าสาเหตุจากพันธุกรรม ซึ่งโรคนี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆไวกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้น







อาการของโรค



ผื่นแดง แห้งเป็นขุย มีอากาคันยุบยิบ เป็นๆหายๆ หากเป็นเรื้อรังผิวหนังจะหนาและมีรอยคล้ำ มีอาการคันมากขึ้นเมื่อเหงื่อออก ยิ่งเกา ยิ่งคัน  ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ แก้ม คอ ข้อพับแขนและขา



ในเด็กมักพบบริเวณใบหน้าและศีรษะ ในเด็กบางคนเมื่ออายุมากขึ้นอาการจะดีขึ้นเหลือเพียงผิวแห้ง



คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง มักพบว่าแพ้แมลง ยุง มด จะทำให้มีอาการคัน และเป็นผื่นได้ง่าย มีอาการนานกว่าคนทั่วไป และนอกจากนี้อาจมีอาการแพ้จากการที่ผิวหนังสัมผัสกับสารบางชนิดได้ง่าย เช่น แพ้ครีมกันแดด ยาย้อมผม โลหะ







อาการที่พบร่วม



คนที่เป็นภูมแพ้ผิวหนังมักมีผิวแห้ง มีอาการคันง่าย จึงมักเกาจนเป็นแผลที่ผิวหนังทำให้ติดเชื้อได้ง่าย



หากติดเชื้อแบคทีเรียจะเป็นตุ่มหนอง หากติดเชื้อไวรัสจะเป็นหูด ในเด็กมักพบเป็นหูดข้าวสุก ซึ่งเชื้อเหล่านี้สามรถติต่อได้จากการสัมผัสหรือใช้สิ่งของร่วมกัน









การวินิจฉัย



วินิจฉัยจาการซักประวัติอาการทางผิวหนัง ประวัติครอบครัว การตรวจร่างกาย และการตรวจ Patch Test เพื่อตรวจหาชนิดของสารเคมี หรือโลหะที่แพ้ โดยนำสารต่างๆที่คาดว่าจะแพ้ใส่ลงใน Finn Chamber แปะไว้ที่หลัง 3 วัน แล้วเปิดดูปฏิกิริยาของคนไข้กับสารเคมีหรือโลหะเหล่านั้น







การรักษา



การรักษาขึ้นอยู่กับระยะและความรุนแรงของโรค



ระยะเฉียบพลัน มีตุ่มน้ำและน้ำเหลืองควรใช้ผ้าพันแผลชุบน้ำเกลือที่สะอาดประคบแผล ให้น้ำเหลืองแห้งก่อน จึงตามด้วยการทายา ยาที่ได้ผลเร็วคือยาเสตียรอยด์ เมื่อผื่นหายแล้วต้องหยุดยา ไม่ควรซื้อยาสเตียรอยด์มาทางเอง เพราะจะมีผลข้างเคียงในระยะยาว

ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ควรใช้ยาที่ไม่มีเสตียรอยด์ทา และรับประทานยาแก้แพ้ แต่หากมีอาการรุนแรงมากแพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาสเตียรอยด์ หรือฉายแสงอัลตร้าไวโอเลต ที่เรียกว่า phototherapy ซึ่งช่วยกดภูมิในร่างกาย ไม่ให้ไวต่อสิ่งแวดล้อม และผลข้างเคียงน้อยกว่าการรับประทานยาสเตียรอยด์





การป้องกัน



ทำความสะอาดร่างกายและล้างมืออยู่เสมอ

ใช้สบู่อ่อนๆ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีสารกันเสีย และอ่อนโยนต่อผิว

ทาโลชั่นทุกครั้งหลังอาบน้ำเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว

หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่รัดมาก เนื้อหยาบหนา หรือผ้าขนสัตว์ ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว

หลีกเลี่ยงสถานที่ ที่มีฝุ่นละออง แมลงและยุงชุกชุม

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

ดูแลสุขภาพ BIM100 โรคกรดไหลย้อน ภูมิแพ้ โทร 094 435 0404





ดูแลสุขภาพ BIM100 โรคกรดไหลย้อน ภูมิแพ้ 

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







โรคกรดไหลย้อน (Gastoesophageal reflux disease) หรือ เรียกย่อว่า โรคเกิร์ด (GERD) หรืออาจเรียกว่า โรคกรดไหลกลับ ได้แก่โรคซึ่งกรดที่ควรมีอยู่แต่เฉพาะในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนกลับเข้าไปในหลอดอาหาร และก่อให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ เช่น อาการแสบร้อนกลางอก (Heartburn) ลำคอและกล่องเสียงอักเสบ (เจ็บคอเรื้อรัง มีเสลด และอาจเสียงแหบเป็นครั้งคราว)

กรดไหลย้อนเป็นโรคพบได้บ่อยทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย โดยพบได้ใกล้เคียงกัน เป็นโรคพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยพบอัตราเกิดสูงขึ้นในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยพบได้สูงสุดในคนอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป มีรายงานว่าในคนตะวันตกพบโรคนี้ได้ประมาณ 10 - 20% ของประชากร ในสหรัฐอเมริกาพบได้ประมาณ 25 - 40% ที่จะมีอาการของโรคนี้ ซึ่งคาดว่าเมื่อคนมีอายุยืนยาวมากขึ้น ก็จะพบโรคนี้ได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

โรคกรดไหลย้อนเกิดได้อย่างไร?

ระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร จะมีกล้ามเนื้อทำหน้าที่เป็นหูรูด (Sphincter) ช่วยบีบบังคับไม่ให้อาหารและกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับเข้าไปในหลอดอาหาร ทั้งนี้เพราะกรดจะทำลายเยื่อบุหลอดอาหาร ก่อให้เกิดอาการและโรคต่างๆตามมา เพราะเนื้อเยื่อหลอดอาหารไม่สามารถทนต่อกรดได้ ดังนั้น เมื่อเกิดภาวะที่ทำให้หูรูดนี้หย่อนยาน หรือปิดไม่สนิท จึงส่งผลให้กรดและอาหารที่กำลังย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลทวนย้อนกลับเข้าสู่หลอดอาหาร

ภาวะที่ทำให้เกิดการหย่อนยาน และ/หรือการปิดไม่สนิทของหูรูดที่สำคัญ คือ อายุ กระเพาะอาหารบีบตัวได้น้อยลง และการมีความดันในกระเพาะอาหารสูงขึ้น (เช่น ในคนอ้วนหรือในคนที่กินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก/อิ่มมากเกินไป)

อายุ ในผู้สูงอายุเซลล์/เนื้อเยื่อทุกชนิดของร่างกายจะเสื่อมลงรวมทั้งของหูรูดนี้ ดังนั้นจึงเกิดการหย่อนยาน ทำงานประสิทธิภาพลดลง อาหารและกรดในกระเพาะอาหารจึงดันท้นย้อนกลับเข้าในหลอดอาหาร ส่วนในเด็กอ่อนเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การทำงานจึงหย่อนยาน เด็กอ่อนจึงมีการขย้อนนมและอาหารออกมาได้ แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหูรูดจะแข็งแรงขึ้น

กระเพาะอาหารบีบตัวลดน้อยลงจากสาเหตุต่างๆ เช่น จากสูงอายุขึ้น (อายุ 40 ปีขึ้นไป เซลล์ต่างๆทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งของหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อยๆเสื่อมลงๆ) หรือ จากการอักเสบของกระเพาะอาหาร หรือของเส้นประสาทกระเพาะอาหาร หรือจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาคลายเครียด ยาลดกรด (อ่านเพิ่มเติมใน วิธีใช้ยาลดกรด) ยาบรรเทาปวดกล้ามเนื้อ หรือจากสารบางอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน เช่น สุรา/เครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์ ซึ่งจากการบีบตัวลดลง จึงส่งผลให้เกิดการคั่งของอาหารและกรด จึงเพิ่มแรงดันในกระ เพาะอาหาร ดันให้หูรูดนี้เปิด อาหาร/กรดจึงไหลย้อนกลับเข้าสู่หลอดอาหาร











การมีแรงดันในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น จึงดันให้หูรูดนี้เปิดหรือปิดไม่สนิท อาหาร/กรดจากกระเพาะอาหารจึงไหลท้นย้อนกลับเข้าหลอดอาหาร เช่นโรคอ้วน การตั้งครรภ์ อาการไอ โดย เฉพาะการไอเรื้อรัง การกินอาหารในแต่ละมื้อในปริมาณสูง (กินอิ่มมากเกินไป) การกินแล้วนอนเลย และกินอาหารประเภทชนิดมีคุณสมบัติค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน เช่น อาหารไขมัน



โรคกรดไหลย้อนมีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงจากอะไร?

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน ได้แก่

อายุ ดังกล่าวแล้ว อายุยิ่งสูงขึ้น โอกาสเกิดโรคนี้ยิ่งสูงขึ้น

การกินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณสูง โดยเฉพาะกินมื้อเย็นก่อนนอน เพราะปริมาณอาหารยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร และการนอนราบยังเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร อาหารและกรดจึงไหลย้อนกลับเข้าหลอดอาหารได้ง่าย

ประเภทอาหาร และเครื่องดื่ม ได้แก่

ประเภทอาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน เช่น ไขมัน มันฝรั่งทอด มันเผาหรือมันต้ม อาหารทอด อาหารผัดน้ำมันมากๆ

อาหารและเครื่องดื่มที่มีสารช่วยการคลายตัวของกล้ามเนื้อ เพราะจะลดการบีบตัวของกระเพาะอาหาร เช่น ช็อกโกแลต สุรา/แอลกอฮอล์

เครื่องดื่มมีกาเฟอีน (เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มกลุ่มโคล่า ยาชูกำลังบางชนิด) เพราะกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้น

อาหารที่ก่อการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เช่น อาหารรสจัด เผ็ดจัด เครื่องดื่มและอา หารที่มีความเป็นกรด (เช่น รสเปรี้ยว มะเขือเทศ)

อาหารและเครื่องดื่มที่ให้แก๊สมาก (เช่น น้ำอัดลม หอม กระเทียม)

นอกจากนั้นแต่ละคนต้องสังเกตตนเองว่า อาหารและเครื่องดื่มประเภทใด ปริมาณอย่างไรที่กระตุ้นให้เกิดอาการ หรือก่อให้เกิดอาการมากขึ้น ทั้งนี้เพราะแต่ละคนจะไวต่ออาหารได้แตก ต่างกัน

บุหรี่ เพราะมีสารพิษ เพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร และอาจทำให้การบีบตัวของกระเพาะอาหารลดลง

โรคเรื้อรังต่างๆที่มีผลต่อการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ รวมทั้งของกระเพาะอาหารและของเส้น ประสาทกระเพาะอาหารเช่น โรคเบาหวาน และโรคที่ส่งผลให้มีการไอเรื้อรัง เช่น โรคถุงลมโป่งพอง

โรคอ้วน เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องสูงขึ้น ความดันในกระเพาะอาหารจึงสูงขึ้น

การตั้งครรภ์ เพราะเพิ่มความดันในกระเพาะอาหารจากครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น

โรคของกะบังลม ซึ่งมักเป็นแต่กำเนิด ทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมหย่อนหรือมีช่อง กระเพาะอา หารจึงดันเข้าไปอยู่ในช่องอก ส่งผลให้มีอาหารค้างในกระเพาะอาหาร รวมทั้งเพิ่มความดันในกระเพาะอาหารด้วย

โรคกล้ามเนื้อ และ/หรือ ของเนื้อเยื่อต่างๆ (พบได้น้อย) ส่งผลให้กล้ามเนื้อ และ/หรือเนื้อเยื่อหลอดอาหารและกระเพาะอาหารทำงานด้อยประสิทธิภาพลง

วันอังคารที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ดูแลสุขภาพ BIM100 โรคกรดไหลย้อน ภูมิแพ้ ข้อเข่าเสื่อม โทร 094 435 0404





ดูแลสุขภาพ BIM100 โรคกรดไหลย้อน ภูมิแพ้ ข้อเข่าเสื่อม

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife






โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease) หลายท่านคงมัวแต่วุ่นวายอยู่แต่กับการทำงาน หรือการเรียนมากจนเกินไป จนไม่มีเวลามาดูแลเรื่องอาหารการกินเท่าที่ควร ทำให้การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณอก และรู้สึกเปรี้ยวขมในปาก หากใครเคยมีอาการเช่นนี้ แสดงว่าคุณอาจกำลังเป็น “โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease)” ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารกลับไปที่หลอดอาหาร  ถึงแม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรค วันนี้เราจะมาบอกวิธีการปฏิบัติตัว แนวทางการรักษา และเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณมีอาการดีขึ้น อาการของโรคกรดไหลย้อน อาการสำคัญที่พบบ่อยในโรคกรดไหลย้อนได้แก่

• รู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่ กลางหน้าอก ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหาร

• รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปากและคอ

• มีอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง

อาการอื่นๆ ที่คุณอาจคาดไม่ถึง

• อาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ

• เสียงแหบเรื้อรัง เสียงเปลี่ยนไป

ไอเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน

• กลืนอาหารหรือน้ำลายติดขัดเหมือนมีก้อนจุกในลำคอ

โรคหืดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ด้วยยาตามปกติ



ยิ่งไปกว่านั้นโรคกรดไหลย้อนยังอาจทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบเป็นแผลรุนแรงจนตีบ หรือเกิดเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้



กระเพาะอาหาร

ระบบทางเดินอาหารส่วนต้นมีจุดเริ่มต้นที่ปาก เมื่อเราตักอาหารใส่ปากเคี้ยวและกลืน อาหารจะผ่านหลอดอาหารลงมาสู่ส่วนปลายของหลอดอาหารที่มีลักษณะเป็นหูรูด ที่เรียกว่า “หูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (Lower esophageal sphincter)” ผ่านลงสู่กระเพาะอาหารซึ่งมีน้ำย่อยที่เป็นกรดย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลง และส่งผ่านไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยต่อไป



หูรูดหลอดอาหาร

หูรูดหลอดอาหารที่แข็งแรง เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับ ในภาวะปกตินั้น หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างนี้จะเปิดเฉพาะเมื่อมีการกลืนอาหาร เพื่อให้อาหารผ่านอย่างสะดวก และบีบรัดตัวปิดทันทีเพื่อไม่ให้อาหารที่กลืนลงไปแล้ว และกรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปอีก

จะเกิดอะไรขึ้นหากหูรูดหลอดอาหารอ่อนแอ?

หูรูดหลอดอาหารอาจเกิดการหย่อนตัวหรือเปิดบ่อยกว่าปกติได้จากสาเหตุต่างๆ ได้แก่ การรับประทานอาหารรสจัด  แรงกดต่อกระเพาะอาหารที่มากเกินไป การสูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปทำอันตรายต่อเยื่อบุหลอดอาหารที่มีความอ่อนบาง และไม่มีกลไกป้องกันกรดเหมือนกับเยื่อบุกระเพาะอาหาร






การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ

อาการของโรคกรดไหลย้อนสามารถบรรเทาให้เบาบางลงได้ การปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเพียงบางอย่าง เช่น อาหารที่คุณรับประทานให้ลดความจัดจ้านลง กินอาหารให้ตรงเวลา หรือแม้แต่ขนาดของเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่



การรับประทานอาหาร

– คุณอาจไม่ทราบมาก่อนว่าเครื่องดื่มถ้วยโปรดของคุณ เช่น กาแฟ อาจเป็นตัวการของโรคกรดไหลย้อน ดังนั้น อาหารที่คุณพึงหลีกเลี่ยง ได้แก่

• ชา กาแฟ และน้ำอัดลมทุกชนิด

• อาหารทอด อาหารไขมันสูง

• อาหารรสจัด รสเผ็ด

• ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ

• หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์

• ช็อกโกแลต



รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ

การรับประทานอาหารอิ่มเกินไปจะทำให้หูรูดหลอดอาหารเปิดออกง่ายขึ้น ดังนั้นควรรับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง เช่น หากปกติทานอาหาร 3 มื้อ ก็อาจจะแบ่งการรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ 5มื้อแทน

ไม่ควรเข้านอน หรือเอนกายหลังรับประทานอาหาร

หลังรับประทานอาหารไม่ควรเข้านอนหรือเอนกายทันที ควรรออย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารเคลื่อนตัวออกจากกระเพาะอาหารก่อน

งดบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์



เนื่องจากนิโคตินในบุหรี่จะเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร และทำให้หูรูดกระเพาะอาหารอ่อนแอ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้ ลองหลีกเลี่ยงหรือเลิกสิ่งเหล่านี้แล้วคุณจะสังเกตถึงอาการที่ดีขึ้น



การปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ

ยกศีรษะและลำตัวให้สูง

กรดไหลย้อนมักเกิดขณะคุณนอนราบ ดังนั้นการนอนโดยเสริมด้านหัวเตียงให้ยกสูงขึ้น จะช่วยป้องกันการไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารได้ ไม่ควรใช้วิธีการหนุนหมอนหลายใบ

ลดแรงกดต่อกระเพาะอาหาร

เสื้อผ้าและเข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณผนังหน้าท้อง การก้มตัวไปด้านหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นสาเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร และทำให้กรดไหลย้อนกลับ คุณจึงควรหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดแน่น การก้มตัว และถ้าคุณมีปัญหาน้ำหนักเกินควรลดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ผ่อนคลายความเครียด

ซึ่งความเครียดจะเป็นสาเหตุให้เกิดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหาเวลาพักผ่อน และออกกำลังกายให้สมดุลกับตารางชีวิตของคุณ

การตั้งครรภ์

ผู้หญิงตั้งครรภ์มักเป็นโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลงรวมถึงมดลูกที่ขยายตัว จะไปเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร ซึ่งหากคุณมีอาการขณะตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์


BIM100 ดูแลสุขภาพโรคกรดไหลย้อน ปวดกระดูก ภูมิแพ้ โทร 094 435 0404





BIM100 ดูแลสุขภาพโรคกรดไหลย้อน ปวดกระดูก ภูมิแพ้ 

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife





โรคกรดไหลย้อน


     คนไทยคุ้นเคยกันดีกับโรคกระเพาะอาหาร ฉะนั้นเมื่อเกิดอาการ "เรอเปรี้ยว หรือมีรสขมในปาก ปวดแสบร้อนในช่องท้องส่วนบน ปวดบริเวณหน้าอก" ก็จะคิดไว้ก่อนว่านั่นเป็นอาการของโรคกระเพาะอาหาร ทั้งที่ความจริงแล้วอาจจะเป็น "โรคกรดไหลย้อน จากกระเพาะสู่หลอดอาหาร (Gastro esophageal Reflux Disease : GERD)"


     "โรคกรดไหลย้อน" เป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยของที่ไหลย้อนส่วนใหญ่จะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ส่วนน้อยอาจเป็นด่างจากลำไส้เล็ก โดยอาจมีหรือไม่มีหลอดอาหารอักเสบก็ได้


      ผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะมีอาการแสบยอดอก เรอเปรี้ยว ภาวะนี้อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบหรือเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรง จนทำให้ปลายหลอดอาหารตีบ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุหลอดอาหารได้ บางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้


     "แต่เท่าที่พบผู้ป่วยบางรายไม่ได้มาด้วยอาการแสบยอดอก เรอเปรี้ยว แต่มาหาหมอด้วยอาการของโรคหู คอ จมูก เช่น ไอเรื้อรัง เสียงแหบเรื้อรัง มีกลิ่นปาก หรืออาจมาด้วยอาการทางระบบหายใจ เช่น หอบหืด บางรายก็มาด้วยอาการเจ็บหน้าอก ซึ่งเมื่อวินิจฉัยแล้วไม่พบโรคอื่น ก็จะส่งมาที่แผนกและส่วนใหญ่จะพบว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน"


     โรคกรดไหลย้อน มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ลักษณะของโรคคือการที่มีกรดไหลย้อนขึ้นจากกระเพาะอาหารมาที่หลอดอาหาร โรคกรดไหลย้อนมักพบได้จากการที่มีการอักเสบของหลอดอาหาร โรคกรดไหลย้อน ซึ่งมีผลกระทบได้ในทุกช่วงอายุ และวิถีชีวิตในแถบยุโรป พบได้ในผู้ใหญ่ ประมาณ 20-40% ซึ่งอาการที่พบเป็นประจำคืออาการแสบยอดอก







     โรคกรดไหลย้อนจะพบได้มากใน ทุกกลุ่มอายุ แต่ที่พบมาก และมักจะมีอาการรุนแรงจะเป็นกลุ่มคนอ้วน ยิ่งกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น


     อาการของโรคจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอาการนอกหลอดอาหารจะมีอาการเจ็บคอเรื้อรัง ซึ่งหากเจ็บคอเรื้อรังแต่หาสาเหตุไม่พบส่วนใหญ่ 70% จะเป็นโรคกรดไหลย้อน ส่วนที่มีอาการในหลอดอาหารจะมีการอักเสบ


     การวินิจฉัยโรค ไม่แนะนำให้ใช้วิธีส่องกล้อง ยกเว้นในรายที่มีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง ถ่ายอุจจาระสีดำ เพราะการส่องกล้องจะวินิจฉัยได้เพียง 10-30% เท่านั้น หากรักษาด้วยการใช้ยารักษา ซึ่งใช้ดีที่สุดในกลุ่มคนไข้ที่มีการอักเสบของหลอดอาหาร หากให้ยาแล้ว 2 สัปดาห์อาการดีขึ้นก็ให้สันนิษฐานว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน


     "การปรับพฤติกรรมการกิน การนอน จะสามารถช่วยรักษาได้ 20% แต่หากใช้ยาในการรักษาจะหายได้ 80-100% คนไทยจะพบโรคนี้ประมาณ 7.4% ซึ่งมากกว่าเบาหวานซึ่งจะพบแค่ 4% ของประชากรเท่านั้น แต่ผู้ที่มีโรคนี้ประมาณ 40% จะไม่กระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวัน" แต่หากรักษาด้วยยาไม่ได้ผลก็จะใช้วิธีการผ่าตัดด้วยการ "ผูกหูรูดกระเพาะอาหาร" เพื่อไม่ให้กรดไหลย้อน แต่การผ่าตัดต้องใช้ฝีมือศัลยแพทย์มือหนึ่ง ซึ่งมีแพทย์ที่ทำได้ไม่มากนักในเมืองไทย


     ให้เราคิดว่าเราแบ่งภาวะที่มีการไหลย้อนจากกระเพาะอาหารเข้าหลอดอาหารนี้เป็น 3 ระดับหรือ 3 กลุ่ม


ระดับแรก เป็นระดับที่อ่อนที่สุด คือเป็นบ้างไม่เป็นบ้าง หรือนานๆเป็นทีแล้วก็หายไป มีภาวะไหลย้อนนิดหน่อย ไม่มีอาการอะไรที่รบกวนสุขภาพ ซึ่งถือว่าเป็นความปกติของร่างกาย อย่างนี้เรียกว่า GER

ระดับที่สอง คือเกิดภาวะไหลย้อนเข้าสู่หลอดอาหารเฉพาะบริเวณใกล้ๆกับกระเพาะอาหาร มีอาการที่รบกวนสุขภาพ อย่างนี้เรียกว่า GERD

ระดับที่สาม คือเกิดภาวะไหลย้อนที่รุนแรงคือไหลเข้าสู่หลอดอาหารย้อนขึ้นมาจนถึงคอ อย่างนี้เรียกว่า LPR

BIM100 ดูแลสุขภาพโรคเก๊าท์ กรดไหลย้อน โทร 094 435 0404





BIM100 ดูแลสุขภาพโรคเก๊าท์ กรดไหลย้อน 

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/23

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







เก๊าท์ (Gout) เป็นโรคข้ออักเสบที่ทำให้มีอาการปวดแสบร้อน บวม แดงตามข้อต่ออย่างเฉียบพลันเป็นระยะ ๆ อาจเกิดขึ้นกับข้อต่อเดียวหรือหลายข้อต่อพร้อมกัน



เก๊าท์



อาการของโรคเก๊าท์



อาการปวดอย่างรุนแรงตามข้อต่อเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่เท้า แต่ก็สามารถเกิดกับข้อต่อหลายส่วนตามร่างกายได้ เช่น ข้อเท้า ข้อศอก หัวเข่า ข้อต่อกระดูกมือ หรือข้อมือ อาการปวดจะรุนแรงในช่วง 4-12 ชั่วโมงแรก จากนั้นจะเริ่มปวดน้อยลงและมีอาการดีขึ้นภายใน 7-10 วัน แต่ในบางรายอาจมีอาการปวดได้นานหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นได้ เช่น



ข้อต่อเกิดการอักเสบและติดเชื้อ อาจเกิดขึ้นกับข้อต่อเพียงข้อเดียวหรือหลายข้อต่อ จนทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเป็นสีแดง บวมแดง และแสบร้อน

เคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่สะดวกจากภาวะข้อติด ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกความรุนแรงของโรคที่เพิ่มมากขึ้น

ผิวหนังบริเวณข้อต่อเกิดการลอกหรือคันหลังจากอาการของโรคดีขึ้น

อาการของโรคเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน มักเป็น ๆ หาย ๆ จนกว่าจะได้รับการรักษา โดยมักเกิดขึ้นในเวลากลางคืนได้บ่อยกว่าช่วงเวลาอื่น อย่างไรก็ตามควรรีบไปพบแพทย์หากผู้ป่วยมีไข้ ปวดข้ออย่างรุนแรง จนทำให้ผิวหนังบวมแดงและแสบร้อนขึ้น เพราะอาการปวดข้ออาจทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดได้ว่าเป็นสัญญาณของโรคข้ออื่น ๆ การปล่อยให้โรคพัฒนารุนแรงขึ้นโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่อาการปวดอย่างเรื้อรังและสร้างความเสียหายให้กับข้อต่อได้

สาเหตุของโรคเก๊าท์



โรคเก๊าท์เป็นผลมาจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) ซึ่งเป็นภาวะของร่างกายที่มีการสะสมของกรดยูริกในปริมาณที่มากเกินไป ทำให้เกิดการตกผลึกตามข้อต่าง ๆ จนเกิดอาการปวดบวมตามข้ออย่างรุนแรงและอาการอื่น ๆ ของโรคตามมา



กรดยูริกเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งในเลือดที่ได้มาจากการย่อยสลายสารพิวรีน (Purines) ในเนื้อเยื่อทั่วร่างกายและอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยร่างกายจะมีการปรับสมดุลของกรดยูริกด้วยการกรองจากไตก่อนมีการขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระ เมื่อมีปริมาณกรดยูริกมากขึ้นจากการสร้างของร่างกาย จากการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง หรือไตมีความผิดปกติในการกรองสารพิวรีน มักนำไปสู่ภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิด แต่พบว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น









การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก

การรับประทานอาหารทีมีสารพิวรีนมากเกินไป เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ยอดผัก กุ้งเคยหรือกะปิ ปลาซาร์ดีน หอยแมลงภู่ สารสกัดจากยีสต์

ได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ

การดื่มน้ำอัดลมเกินปริมาณที่พอดีต่อวัน ซึ่งมีการศึกษาพบว่าการดื่มน้ำอัดลมประเภทที่มีน้ำตาลฟรุกโตสอาจเพิ่มการสะสมกรดยูริกในเลือดได้สูงถึง 85% นอกจากนี้ยังรวมไปถึงผลไม้และน้ำผลไม้บางชนิดที่มีน้ำตาลฟรุกโตสอยู่มาก

อาการเจ็บป่วยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเซลล์ในร่างกายอย่างรวดเร็ว เช่น โรคสะเก็ดเงินขั้นรุนแรง หรือความผิดปกติทางเลือดบางอย่าง

ยาบางประเภทที่ส่งผลต่อระดับกรดยูริกในร่างกาย เช่น ยาขับปัสสาวะ  ยาเคมีบำบัดบางชนิด ยาแอสไพริน และยาลดความดันโลหิตบางชนิด

โรคประจำตัวหรือสภาวะของร่างกายบางอย่าง เช่น ภาวะอ้วน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ไตทำงานผิดปกติ โรคเบาหวาน โรคพร่องเอนไซม์ ความผิดปกติของไขกระดูก โรคหลอดเลือดผิดปกติ

มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคเก๊าท์ โดยพบว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์จะมีบุคคลในครอบครัวเจ็บป่วย

การวินิจฉัยโรคเก๊าท์

แพทย์จะมีการสอบถามอาการ ประวัติการเป็นโรคเก๊าท์ของบุคคลในครอบครัว การตรวจร่างกายทั่วไป ตลอดจนดูสัญญาณบ่งบอกของโรคอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลช่วยในการวินิจฉัยโรค หลังจากนั้นจะมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติมอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ เช่น



การเจาะข้อ มักถูกใช้เป็นวิธีหลักในการตรวจวินิจฉัย แพทย์จะนำเข็มเจาะบริเวณข้อที่มีอาการ เพื่อดูดเอาน้ำในข้อออกมาตรวจดูการสะสมของผลึกยูเรต (Urate Crystals) ภายใต้กล้องจุลทรรศน์

การตรวจเลือด เมื่อการตรวจวินิจฉัยโดยการเจาะข้อไม่สามารถทำได้ แพทย์อาจจะให้มีการเจาะเลือด เพื่อตรวจวัดระดับของกรดยูริกและสารครีเอตินินว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ แต่วิธีนี้อาจเกิดความผิดพลาดได้ เช่น ผู้ป่วยบางรายมีระดับกรดยูริกสูงผิดปกติ แต่อาจไม่เป็นโรคเก๊าท์ หรือบางรายที่มีอาการของโรคก็อาจตรวจพบระดับกรดยูริกได้ในระดับปกติ

การเอกซเรย์ การถ่ายเอกซเรย์บริเวณข้อที่มีอาการ เพื่อตรวจดูว่าเกิดการอักเสบตามข้อหรือไม่

การอัลตราซาวด์ จะช่วยตรวจพบการสะสมของผลึกยูเรตตามข้อจนเป็นปุ่มนูนหรือก้อนที่เรียกว่า โทฟี่ (Tophi)

เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีทีสแกน เพื่อตรวจหาการสะสมของผลึกยูเรตตามข้อ แต่มักเป็นวิธีที่ไม่ค่อยนิยม และมีค่าใช้จ่ายสูง

การตรวจปัสสาวะ เพื่อดูกรดยูริกที่ปะปนในน้ำปัสสาวะ

BIM100 ดูแลสุขภาพโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน โทร 094 435 0404







BIM100 ดูแลสุขภาพโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโรคกระเพาะ เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบหรือเกิดการระคายเคืองบริเวณเยื่อบุภายในกระเพาะอาหาร สามารถเกิดขึ้นได้แบบเฉียบพลันในระยะเวลารวดเร็ว เป็นในระยะสั้น ๆ และหายภายใน 1-2 สัปดาห์  หรือมีอาการบ่อยครั้งเป็นระยะเวลานานจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดแผล และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้



ทั้งนี้คำว่าโรคกระเพาะ เป็นคำเรียกรวม ๆ ของโรคที่เกิดจากภาวะที่มีแผลในเยื่อบุกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นถูกทำลาย ซึ่งครอบคลุมหลายโรคด้วยกัน ตั้งแต่แผลในกระเพาะอาหาร โรคกระเพาะอาหารชนิดที่ไม่มีแผล โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร รวมไปถึงโรคกระเพาะอาหารอักเสบที่กล่าวถึง



สภาวะปกติภายในกระเพาะอาหารจะมีความเป็นกรดสูง ทำให้ต้องมีการสร้างชั้นเยื่อเมือกเคลือบป้องกันกรด ซึ่งเยื่อเมือกที่ว่านี้จะประกอบไปด้วยต่อมที่มีหน้าที่ในการหลั่งกรดและเอนไซม์ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร แต่เมื่อกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบขึ้นจากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ทำให้กระเพาะอาหารผลิตกรด เอนไซม์ และเมือกที่ช่วยเคลือบป้องกันกระเพาะอาหารได้น้อยลง จึงส่งผลต่อการย่อยอาหารนานขึ้น ผิวกระเพาะอาหารเกิดอักเสบได้ง่าย



โรคกระเพาะอาหารอักเสบ



อาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ



อาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกันออกไป หรือในบางรายอาจไม่พบอาการชัดเจน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้อง รู้สึกไม่สบายช่องท้องส่วนบน มีอาการท้องเฟ้อ อิ่มง่าย จุกหน้าอก แน่นท้อง เรอบ่อย อาหารไม่ย่อย หรือรู้สึกคลื่นไส้หลังการรับประทานอาหาร ไม่มีความอยากอาหาร ทั้งนี้ โรคกระเพาะอาหารอักเสบไม่พบที่มีอาการร้ายแรง แต่หากอาการดังกล่าวเกิดขึ้นนานเป็นสัปดาห์หรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะอยู่ในช่วงการรับประทานยาแอสไพริน (Aspirin) และยาบรเทาอาการปวดอื่น ๆ มีการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือดหรือมีสีดำผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด









สาเหตุของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ


โรคกระเพาะอาหารอักเสบยังไม่พบสาเหตุการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดได้จาก 2 สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร หรือเรียกสั้น ๆ ว่า เอช ไพโลไร (Helicobacter pylorior หรือ H. pylori) เป็นเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำดื่ม ส่วนอีกสาเหตุ คือ การรับประทานในกลุ่มยาต้านการอักเสบหรือยาแก้ปวด (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) อย่างไรก็ตามยังพบโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้จากสาเหตุอื่นเช่นกัน เช่น การติดเชื้อราบางประเภท การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือระบบภูมิคุ้มกันตนเองบกพร่องจากโรคบางชนิด เช่นโรคโครห์น (Crohn's disease) โรคซาคอยโดซิส (Sarcoidosis) หรือภาวะการอักเสบเรื้อรังทางกระเพาะอาหารอื่น ๆ


การวินิจฉัยโรคกระเพาะอาหารอักเสบ



แพทย์จะสอบถามประวัติ อาการเบื้องต้น การตรวจร่างกาย เพื่อค้นหาสาเหตุที่แน่ชัดหลังผู้ป่วยมีอาการที่แพทย์สงสัยว่าจะเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ รวมไปถึงการตรวจพิเศษอื่น ๆ เช่น การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Endoscopy) การเอกซเรย์กระเพาะอาหารด้วยการกลืนแป้งแบเรียมเพื่อตรวจดูความผิดปกติ หรือการตรวจหาเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร โดยการตรวจเลือด การตรวจอุจจาระ หรือการตรวจด้วยวิธีการพ่นลมหายใจ



การรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ


โรคกระเพาะอาหารอักเสบจะรักษาตามสาเหตุเป็นหลัก หากผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบจากการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ที่เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย แพทย์จะรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ยาคลาริโธรมัยซิน (Clarithromycin) ยาอะมอกซิซิลลิน (Amoxicillin) หรือยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) เพื่อช่วยในการการฆ่าเชื้อ



ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบจากสาเหตุอื่น ๆ แพทย์จะรักษาตามอาการ เพื่อประคับประคองอาการและช่วยให้ผู้ป่วยดีขึ้น เช่น จ่ายยาลดกรดในกลุ่มโปรตอน ปั๊ม อินฮิบิเตอร์ (Proton Pump Inhibitors) หรือ เอช 2 รีเซพเตอร์ แอนตาโกนีสต์ (H2-Receptor Antagonist หรือ H2 Blocker) เพื่อลดการหลั่งกรด ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร หรือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังจากการรับประทานยาในกลุ่มบรรเทาอาการปวด แพทย์จะแนะนำให้หยุดการรับประทานยาในเบื้องต้น และปรับเปลี่ยนตัวยาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันแทน รวมไปถึงการหยุดพฤติกรรมที่ส่งผลให้อาการแย่ลง เช่น การดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือการสูบบุหรี่



ภาวะแทรกซ้อนของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ


โรคกระเพาะอาหารอักเสบอาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือมีเลือดไหลด้านในกระเพาะอาหาร ซึ่งนำไปสู่การเกิดภาวะโลหิตจางจากการสูญเสียเลือดได้ หรือมีโอกาสการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้จากเซลล์ที่เกิดการอักเสบบ่อย ๆ แต่พบได้น้อยราย

BIM100 ดูแลสุขภาพโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน เบาหวาน โทร 094 435 0404





BIM100 ดูแลสุขภาพโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน เบาหวาน

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife




โรคกรดไหลย้อน



สำหรับกรดไหลย้อนเกิร์ด”(GERD) เป็นโรคที่เกิดจากภาวะที่มีน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด (ประกอบด้วย กรดเกลือ หรือกรดไฮโดรคลอลิก) ล้นไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคือง บริเวณลำคอ แสบร้อนบริเวณทรวงอก และจุดเสียดแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ ซึ่งอาการที่คล้ายกันแบบนี้ทำให้คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นอาการของโรคกระเพาะ ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่



โรคกรดไหลย้อนเกิดจากความผิดปรกติของกล้ามเนื้อหูรูดตรงส่วนล่างของหลอดอาหาร หย่อนสมรรถภาพ โดยปรกติแล้วเมื่ออาหารเข้าไปสู่กระเพาะอาหาร หูรูดตัวนี้จะทำงานหดรัดเพื่อปิดกั้นไม่ให้น้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร แต่สำหรับคนที่ป่วยเป็นโรคนี้หูรูดจะหย่อน ทำให้มีช่องว่างพอให้น้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารมากกว่าปกติ เกิดความระคายเคืองขึ้นในหลอดอาหาร หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจทำให้เกิดอาการอักเสบที่เยื่อบุหลอดอาหารได้



ลักษณะอาการที่เด่นชัดของโรคกรดไหลย้อนคือ มีอาการแสบจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือยอดอก หลังรับประทานอาหาร 30-60 นาที แน่นหน้าอกคล้ายกับอาหารไม่ย่อย อาจมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วยได้เช่นกัน เรอเปรี้ยว ขมคอ หายใจมีกลิ่น เสียงแหบ เจ็บคอ แสบลิ้น หรือไอ ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นๆ หายๆ แต่จะเป็นมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และแต่ละครั้งจะกินเวลาประมาณ 1-2 ชม.



ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน



โรคนี้สามารถเกิดจากภาวะความผิดปรกติที่เกิดขึ้นได้เองภายในร่างกาย และเกิดจากพฤติกรรมที่ไปกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรค



เกิดจากอาการเสื่อมสมรรถภาพของหูรูดหลอดอาหาร สาเหตุอาจมากจากความเสื่อมถอยตามอายุ เพราะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีมักพบว่าป่วยเป็นโรคนี้ หรือ เกิดจากการที่หูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ซึ่งจะพบมากในทารก หรือเป็นความผิดปรกติที่มีมาตั้งแต่กำเนิด และ ยังพบว่าโรคกรดไหลย้อนอาจเป็นผลพวงจากโรคอื่นๆได้ด้วย เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไส้เลื่อนดันกระบังลม และ ภาวะการตั้งครรภ์

เกิดจากพฤติกรรมที่กระตุ้นให้เกิดโรค เช่น ทานมากเกินไป ทานอาหารปริมาณมากๆในมื้อเดียวทำให้น้ำย่อยที่หลั่งออกมามีปริมาณมาก กระเพาะอาหารขยายตัวมากขึ้น ทำให้หูรูดคลายตัว นิสัยกินแล้วนอน กินแล้วนั่งงอตัว หรือโค้งตัวต่ำลง โดยเฉพาะหลังจากทานอาหารภายใน 2 ชม. แม้แต่การใส่กางเกงหรือรัดเข็มขัดแน่นจนเกินไปก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคได้

เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูงอย่างชาและกาแฟ นอกจากจะกระตุ้นการเกิดโรคกระเพาะอาหารแล้ว ยังทำให้เกิดภาวะหูรูดคลายตัวที่เป็นสาเหตุของโรคกรดไหลย้อนได้








เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงๆ ของทอดๆ มันๆ จะทำให้กระเพาะอาหารเคลื่อนตัวช้าลง ทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้มากขึ้นเช่นกัน

เกิดจากการสูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต การรับประทานอาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว บ่อยๆปริมาณมากๆ ก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ ทำให้หูรูดคลายตัวและมีกรดในกระเพาะอาหารสูง

แนวทางการรักษาโรคกระเพาะอาหาร และ โรคกรดไหลย้อน



แนวทางการบรรเทาอาการของโรคทั้งสองโรคนี้ สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดและกระตุ้นอาการของโรค ทั้งพฤติกรรมการรับประทานอาหารแบบผิดๆ การทานอาหารมันๆ อาหารรสชาติจัดจ้านมากเกินไป ลดละเลิกการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาแฟอีน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ ทานอาหารในปริมาณที่พอดีไม่มากหรือน้อยเกินไป ทานอาหารให้ตรงเวลา ไม่ทานอาหารแล้วนอน เป็นต้น



แนวทางการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน เช่น การใช้ยาลดกรด ยาเคลือบเยื่อบุกระเพาะและหลอดอาหาร หรือยารักษาโรคกระเพาะ ยาลดกรดแผนปัจจุบันต่างๆ ซึ่งการใช้ยาเหล่านี้บ่อยๆ เป็นเวลานานๆ อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงจากยาได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย มีอาการไม่สบายท้อง เบื่ออาหาร ฯลฯ



แนวทางการรักษาด้วยสมุนไพร การรักษาด้วยสมุนไพรพื้นบ้านไทยอย่างขมิ้นชันก็เป็นอีกทางเลือกนึงที่ได้รับความนิยม เนื่องจากขมิ้นชันเป็นสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหาร และกรดไหลย้อนได้ มีฤทธิ์ช่วยขับลม ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเมือกมาเคลือบเยื่อบุกระเพาะและลำไส้ ยับยั้งการหลั่งน้ำย่อย ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารและระบบทางเดินอาหาร ต้านการอักเสบของลำไส้ใหญ่ และช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่ไม่มีพิษเฉียบพลัน ไม่สะสมในตับ ถือว่ามีความปลอดภัยสูงในการนำมาใช้รับประทาน



นอกจากขมิ้นชันจะดีกับกระเพาะและระบบทางเดินอาหารแล้ว ขมิ้นชันไม่เพียงแต่มีสรรพคุณในแง่การบรรเทาโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นสมุนไพรที่ช่วยบำรุงร่างกายได้อีกด้วย ในขมิ้นชันนั้นอุดมไปด้วยวิตามิน เอ, ซี, อี ที่เมื่อทำงานพร้อมกันจะช่วยลดไขมันในตับ ช่วยให้การทำงานของระบบย่อยอาหารดีขึ้น ช่วยทำความสะอาดลำไส้ บำรุงสมอง และช่วยบำรุงปอด นอกจากนี้ น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นชัน ยังช่วยยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย มีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบที่เกิดกับอวัยวะภายใน

BIM100 ดูแลสุขภาพโรคไมเกรน กรดไหลย้อน โทร 094 435 0404





BIM100 ดูแลสุขภาพโรคไมเกรน กรดไหลย้อน 

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







โรคไมเกรน เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยประมาณ 1 ใน 5 ของผู้หญิง และ 1 ใน 15 ของผู้ชายมีภาวะปวดศีรษะไมเกรน ผู้ป่วยมักจะรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรง โดยมีอาการปวดแบบตุ๊บ ๆ ที่ด้านหน้าหรือด้านข้างของศีรษะ นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการอื่น ๆ เช่น คลื่นไส้อาเจียนรวมถึงยังมีความรู้สึกไวต่อแสงและเสียงเพิ่มขึ้น โดยไมเกรนมีหลายประเภท ได้แก่

1. ไมเกรนที่เห็นแสงวูบวาบ (migraine with aura) โดยผู้ป่วยจะเห็นแสงวูบวาบ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนก่อนที่เริ่มปวดศีรษะ

2. ไมเกรนที่ไม่เห็นแสงวูบวาบ (migraine without aura) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะโดยไม่มีสัญญาณเตือน

นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการเห็นแสงวูบวาบ แต่ไม่มีอาการปวดศีรษะตามมาก็ได้ ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการปวดหัวไมเกรนหลายครั้งต่อสัปดาห์ หรือบางคนอาจเป็นไมเกรนเพียงครั้งคราวก็ได้



สาเหตุของไมเกรน

แม้ว่าสาเหตุของโรคไมเกรนอาจยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่เชื่อว่าอาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในสมองโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาทไตรเจอมินอล (trigeminal nerve) นอกจากนี้ยังพบว่าโรคไมเกรนอาจเกิดจากปัจจัยกระตุ้นที่มาจากทั้งภายนอกและภายในร่างกาย เช่น อากาศร้อน การเห็นแสงจ้า ความเครียด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิง










อาการปวดหัวไมเกรน

สำหรับอาการของโรคไมเกรนนั้น ผู้ป่วยแต่ละรายมักจะมีอาการที่แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่แล้วเราสามารถแบ่งช่วงของอาการปวดหัวไมเกรนได้หลัก ๆ 4 ช่วง ดังนี้



1.ระยะก่อนปวดศีรษะ (prodrome) ในช่วงนี้ผู้ป่วยจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ รวมถึงพฤติกรรมและความอยากอาหาร โดยอาการก่อนปวดศีรษะสามารถเกิดขึ้นได้หลายชั่วโมงหรือหลายวันก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดศีรษะ

2.ระยะเห็นแสงวูบวาบ (aura) ผู้ป่วยบางรายอาจพบความผิดปกติของการมองเห็น เช่น เห็นแสงกะพริบหรือมีจุดบอดในขณะมองภาพ ซึ่งความผิดปกตินี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ 5 นาทีจนถึง 1 ชั่วโมง

3.ระยะปวดศีรษะ (headache) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะด้านใดด้านหนึ่ง โดยมีอาการปวดแบบตุ๊บ ๆ ตามจังหวะหัวใจเต้น โดยมักจะมาพร้อมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน และผู้ป่วยบางรายอาจมีความไวต่อแสงหรือเสียงดัง ซึ่งอาการปวดศีรษะอาจยาวนาน 4 ถึง 72 ชั่วโมง

4.ระยะหายปวด (resolution) โดยอาการปวดศีรษะและอาการอื่น ๆ จะค่อย ๆ ลดลง โดยในระยะนี้ผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกเหนื่อยล้า ซึ่งอาจกินระยะเวลาไม่กี่วันหลังจากหายปวดศีรษะ

BIM100 ดูแลสุขภาพโรคกรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม เบาหวาน โทร 094 435 0404





BIM100 ดูแลสุขภาพโรคกรดไหลย้อน ข้อเข่าเสื่อม เบาหวาน

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife





โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) หมายถึง โรคที่มีอาการซึ่งเกิดจากการไหลย้อนกลับของกรด หรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ ทำให้เกิดอาการจากการระคายเคืองของกรด เช่น อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบและมีแผล หรือหลอดอาหารอักเสบโดยไม่เกิดแผล หรือถ้ากรดไหลย้อนขึ้นมาเหนือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน อาจทำให้เกิดอาการนอกหลอดอาหาร [atypical or extraesophageal GERD]

ประเภทของโรคกรดไหลย้อน

1. โรคกรดไหลย้อนธรรมดา หรือ CLASSIC GERD ซึ่งกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาจะอยู่ภายในหลอดอาหาร ไม่ไหลย้อนเกินกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน ส่วนใหญ่จะมีอาการของหลอดอาหารเท่านั้น

2.โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและกล่องเสียง (Laryngopharyngeal Reflux: LPR) หมายถึงโรคที่มีอาการทางคอและกล่องเสียง ซึ่งเกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นมาเหนือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ ทำให้เกิดอาการของคอและกล่องเสียง จากการระคายเคืองของกรด

ดังนั้นเมื่อท่านมีอาการดังต่อไปนี้ อาจบ่งบอกถึงการมีโรคกรดไหลย้อน ควรมารับการรักษาโดยแพทย์

          1. อาการทางคอหอยและหลอดอาหาร

- อาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอก และลิ้นปี่ บางครั้งอาจร้าวไปที่บริเวณคอได้ (พบน้อย)

- รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ

- กลืนลำบาก กลืนเจ็บ หรือกลืนติดๆ ขัดๆ คล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ

- เจ็บคอ แสบคอหรือปาก หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า

- รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก (bile or acid regurgitation)

- มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา

- เรอบ่อย คลื่นไส้ คล้ายมีอาหาร หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือคอ

- รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย (dyspepsia)

- มีน้ำลายมากผิดปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้

2. อาการทางกล่องเสียง และหลอดลม

- เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม

-ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารหรือขณะนอน

-ไอ หรือ รู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในเวลากลางคืน

- กระแอมไอบ่อย

- อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ (ถ้ามี) แย่ลง หรือไม่ดีขึ้นจากการใช้ยา

- เจ็บหน้าอก (non – cardiac chest pain)

- เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆ หายๆ

3. อาการทางจมูก และหู

- คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสมหะไหลลงคอ

- หูอื้อเป็นๆ หายๆ หรือปวดหู




เมื่อแพทย์สงสัยว่าท่านอาจมีโรคกรดไหลย้อน  นอกเหนือจากการซักประวัติแล้ว แพทย์จะตรวจร่างกายทางหู คอ จมูก และบริเวณท้องอย่างละเอียด เพื่อวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการคล้ายโรคกรดไหลย้อน และแพทย์อาจ



1. ทดลองให้ยาลดกรดชนิด proton pump inhibitor (PPI) ขนาดสูง (PPI Test) เช่น omeprazole (miracid®), esomeprazole (nexium®), rabeprazole (pariet®), lansoprazole (prevacid®) เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ แล้วสอบถามอาการหลักที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์ หรืออาการที่ทำให้ผู้ป่วยรำคาญที่สุด  ถ้าอาการดังกล่าว ดีขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 อาจแสดงว่าผู้ป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อน



2. ส่องกล้องตรวจหลอดอาหาร  กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น (Esophago-Gastro-Duodenoscopy)  อาจเห็นการอักเสบอย่างรุนแรง และแผลในหลอดอาหารส่วนปลายเหนือกระเพาะอาหาร ซึ่งเกิดจากโรคกรดไหลย้อน


3. ส่งตรวจวัดค่าความเป็นกรด ด่าง (pH) ในหลอดอาหารและคอหอยส่วนล่าง (Ambulatory 24-Hour Double–Probe pH Monitoring) วิธีนี้ถือเป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนโดยตัววัดค่าความเป็นกรด ด่าง ของคอหอยส่วนล่าง มักจะวางอยู่เหนือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบนประมาณ 2 เซนติเมตร (pharyngeal probe)  ส่วนตัววัดค่าความเป็นกรด ด่างในหลอดอาหารจะวางอยู่เหนือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างประมาณ 5 เซนติเมตร (esophageal probe)  เมื่อค่าความเป็นกรด ด่าง ของ pharyngeal probe ต่ำกว่า 5 และค่าความเป็นกรด ด่าง จาก esophageal probe ต่ำกว่า 4  ระหว่างหรือในขณะที่มีกรดไหลย้อนขึ้นมาจากกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่าง และระยะเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงของค่าความเป็นกรด ด่าง ดังกล่าว นานกว่าปกติ อาจบ่งบอกว่ามีโรคกรดไหลย้อน อย่างไรก็ตาม การตรวจวิธีนี้เป็นการตรวจที่ผู้ป่วยอาจรู้สึกทรมาน หรือรำคาญ และต้องใช้เครื่องมือที่มีราคาแพง

ดูแลสุขภาพ BIM100 โรคกรดไหลย้อน ภูมิแพ้ เบาหวาน โทร 094 435 0404





ดูแลสุขภาพ BIM100 โรคกรดไหลย้อน ภูมิแพ้ เบาหวาน

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife







โรคกรดไหลย้อน (Gastoesophageal reflux disease) หรือ เรียกย่อว่า โรคเกิร์ด (GERD) หรืออาจเรียกว่า โรคกรดไหลกลับ ได้แก่โรคซึ่งกรดที่ควรมีอยู่แต่เฉพาะในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนกลับเข้าไปในหลอดอาหาร และก่อให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ เช่น อาการแสบร้อนกลางอก (Heartburn) ลำคอและกล่องเสียงอักเสบ (เจ็บคอเรื้อรัง มีเสลด และอาจเสียงแหบเป็นครั้งคราว)

กรดไหลย้อนเป็นโรคพบได้บ่อยทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย โดยพบได้ใกล้เคียงกัน เป็นโรคพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยพบอัตราเกิดสูงขึ้นในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยพบได้สูงสุดในคนอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป มีรายงานว่าในคนตะวันตกพบโรคนี้ได้ประมาณ 10 - 20% ของประชากร ในสหรัฐอเมริกาพบได้ประมาณ 25 - 40% ที่จะมีอาการของโรคนี้ ซึ่งคาดว่าเมื่อคนมีอายุยืนยาวมากขึ้น ก็จะพบโรคนี้ได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

โรคกรดไหลย้อนเกิดได้อย่างไร?

ระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร จะมีกล้ามเนื้อทำหน้าที่เป็นหูรูด (Sphincter) ช่วยบีบบังคับไม่ให้อาหารและกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับเข้าไปในหลอดอาหาร ทั้งนี้เพราะกรดจะทำลายเยื่อบุหลอดอาหาร ก่อให้เกิดอาการและโรคต่างๆตามมา เพราะเนื้อเยื่อหลอดอาหารไม่สามารถทนต่อกรดได้ ดังนั้น เมื่อเกิดภาวะที่ทำให้หูรูดนี้หย่อนยาน หรือปิดไม่สนิท จึงส่งผลให้กรดและอาหารที่กำลังย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลทวนย้อนกลับเข้าสู่หลอดอาหาร

ภาวะที่ทำให้เกิดการหย่อนยาน และ/หรือการปิดไม่สนิทของหูรูดที่สำคัญ คือ อายุ กระเพาะอาหารบีบตัวได้น้อยลง และการมีความดันในกระเพาะอาหารสูงขึ้น (เช่น ในคนอ้วนหรือในคนที่กินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก/อิ่มมากเกินไป)

อายุ ในผู้สูงอายุเซลล์/เนื้อเยื่อทุกชนิดของร่างกายจะเสื่อมลงรวมทั้งของหูรูดนี้ ดังนั้นจึงเกิดการหย่อนยาน ทำงานประสิทธิภาพลดลง อาหารและกรดในกระเพาะอาหารจึงดันท้นย้อนกลับเข้าในหลอดอาหาร ส่วนในเด็กอ่อนเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การทำงานจึงหย่อนยาน เด็กอ่อนจึงมีการขย้อนนมและอาหารออกมาได้ แต่อาการเหล่านี้จะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหูรูดจะแข็งแรงขึ้น

กระเพาะอาหารบีบตัวลดน้อยลงจากสาเหตุต่างๆ เช่น จากสูงอายุขึ้น (อายุ 40 ปีขึ้นไป เซลล์ต่างๆทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งของหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อยๆเสื่อมลงๆ) หรือ จากการอักเสบของกระเพาะอาหาร หรือของเส้นประสาทกระเพาะอาหาร หรือจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาคลายเครียด ยาลดกรด (อ่านเพิ่มเติมใน วิธีใช้ยาลดกรด) ยาบรรเทาปวดกล้ามเนื้อ หรือจากสารบางอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน เช่น สุรา/เครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์ ซึ่งจากการบีบตัวลดลง จึงส่งผลให้เกิดการคั่งของอาหารและกรด จึงเพิ่มแรงดันในกระ เพาะอาหาร ดันให้หูรูดนี้เปิด อาหาร/กรดจึงไหลย้อนกลับเข้าสู่หลอดอาหาร





การมีแรงดันในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น จึงดันให้หูรูดนี้เปิดหรือปิดไม่สนิท อาหาร/กรดจากกระเพาะอาหารจึงไหลท้นย้อนกลับเข้าหลอดอาหาร เช่นโรคอ้วน การตั้งครรภ์ อาการไอ โดย เฉพาะการไอเรื้อรัง การกินอาหารในแต่ละมื้อในปริมาณสูง (กินอิ่มมากเกินไป) การกินแล้วนอนเลย และกินอาหารประเภทชนิดมีคุณสมบัติค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน เช่น อาหารไขมัน



โรคกรดไหลย้อนมีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงจากอะไร?

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน ได้แก่

อายุ ดังกล่าวแล้ว อายุยิ่งสูงขึ้น โอกาสเกิดโรคนี้ยิ่งสูงขึ้น

การกินอาหารแต่ละมื้อในปริมาณสูง โดยเฉพาะกินมื้อเย็นก่อนนอน เพราะปริมาณอาหารยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร และการนอนราบยังเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร อาหารและกรดจึงไหลย้อนกลับเข้าหลอดอาหารได้ง่าย

ประเภทอาหาร และเครื่องดื่ม ได้แก่

ประเภทอาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน เช่น ไขมัน มันฝรั่งทอด มันเผาหรือมันต้ม อาหารทอด อาหารผัดน้ำมันมากๆ

อาหารและเครื่องดื่มที่มีสารช่วยการคลายตัวของกล้ามเนื้อ เพราะจะลดการบีบตัวของกระเพาะอาหาร เช่น ช็อกโกแลต สุรา/แอลกอฮอล์

เครื่องดื่มมีกาเฟอีน (เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มกลุ่มโคล่า ยาชูกำลังบางชนิด) เพราะกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้น

อาหารที่ก่อการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เช่น อาหารรสจัด เผ็ดจัด เครื่องดื่มและอา หารที่มีความเป็นกรด (เช่น รสเปรี้ยว มะเขือเทศ)

อาหารและเครื่องดื่มที่ให้แก๊สมาก (เช่น น้ำอัดลม หอม กระเทียม)

นอกจากนั้นแต่ละคนต้องสังเกตตนเองว่า อาหารและเครื่องดื่มประเภทใด ปริมาณอย่างไรที่กระตุ้นให้เกิดอาการ หรือก่อให้เกิดอาการมากขึ้น ทั้งนี้เพราะแต่ละคนจะไวต่ออาหารได้แตก ต่างกัน

บุหรี่ เพราะมีสารพิษ เพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร และอาจทำให้การบีบตัวของกระเพาะอาหารลดลง

โรคเรื้อรังต่างๆที่มีผลต่อการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ รวมทั้งของกระเพาะอาหารและของเส้น ประสาทกระเพาะอาหารเช่น โรคเบาหวาน และโรคที่ส่งผลให้มีการไอเรื้อรัง เช่น โรคถุงลมโป่งพอง

โรคอ้วน เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องสูงขึ้น ความดันในกระเพาะอาหารจึงสูงขึ้น

การตั้งครรภ์ เพราะเพิ่มความดันในกระเพาะอาหารจากครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น

โรคของกะบังลม ซึ่งมักเป็นแต่กำเนิด ทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมหย่อนหรือมีช่อง กระเพาะอา หารจึงดันเข้าไปอยู่ในช่องอก ส่งผลให้มีอาหารค้างในกระเพาะอาหาร รวมทั้งเพิ่มความดันในกระเพาะอาหารด้วย

โรคกล้ามเนื้อ และ/หรือ ของเนื้อเยื่อต่างๆ (พบได้น้อย) ส่งผลให้กล้ามเนื้อ และ/หรือเนื้อเยื่อหลอดอาหารและกระเพาะอาหารทำงานด้อยประสิทธิภาพลง


ดูแลสุขภาพ BIM100 โรคกรดไหลย้อน ภูมิแพ้ โทร 090 435 0404




ดูแลสุขภาพ BIM100 โรคกรดไหลย้อน ภูมิแพ้ 

BIM100 น้ำมังคุด อาหารเสริมสมุนไพร สร้างภูมิสมดุล

สอบถามเพิ่มเติม

https://www.jumbolifeshop.com/p/20

โทร 088-826-4444 , 094-709-4444

        089-071-8889 , 094-435-0404

LINE ID : @Jumbolife






โรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน, โรคน้ำย่อยไหลกลับ, โรคกรดไหลกลับ หรือ โรคเกิร์ด (Gastroesophageal reflux disease – GERD) หมายถึง ภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดไหลย้อนกลับขึ้นไประคายเคืองในหลอดอาหารและลำคอ ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก ลำคอ และกล่องเสียงอักเสบ







กรดไหลย้อน เป็นโรคที่พบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย (Syspepsia) เป็นโรคที่พบได้ในคนทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยจะพบอัตราการเกิดสูงขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป (พบสูงสุดในคนอายุ 60-70 ปีขึ้นไป) แต่ก็อาจพบได้ในเด็กเล็กและคนวัยหนุ่มสาวได้ด้วยเช่นกัน ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ใกล้เคียงกัน



มีรายงานว่า ในคนตะวันตกจะพบโรคนี้ได้ประมาณ 10-20% ของประชากร ส่วนในสหรัฐอเมริกาพบคนที่มีอาการของโรคนี้ประมาณ 25-40% โดยคาดว่าเมื่อคนมีอายุยืนยาวมากขึ้นก็จะพบโรคนี้ได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย



สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน

เกิดจากภาวะหย่อนสมรรถภาพของหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหาร (Lower esophagel sphincter – LES) ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดส่วนนี้ปิดไม่สนิท จึงเปิดช่องให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารและลำคอ น้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุของอวัยวะเหล่านี้ ทำให้เกิดอาการไม่สบายและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา



โดยภาวะปกติในขณะที่เรากลืนอาหารนั้น กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารนี้จะหย่อนคลายตัวเพื่อเปิดให้อาหารไหลผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร เมื่ออาหารไหลผ่านลงไปกระเพาะจนหมดแล้ว หูรูดนี้ก็จะหดรัดตัวเพื่อปิดกั้นไม่ให้อาหารและน้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารจนทำอันตรายต่อเยื่อบุหลอดอาหารได้













สาเหตุที่ทำให้หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารหย่อนสมรรถภาพนั้น ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากความเสื่อมตามอายุหรือหูรูดยังเจริญไม่เต็มที่ (ในทารก) หรือมีความผิดปกติโดยกำเนิด



กรดไหลย้อนเกิดจาก



โรคกรดไหลย้อน



สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่



หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารเสื่อมตามอายุหรือหูรูดยังเจริญได้ไม่เต็มที่ (ในทารก) ในผู้สูงอายุ เซลล์ต่าง ๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อย ๆ เสื่อมลง ดังนั้นจึงทำให้หูรูดนี้หย่อนสมรรถภาพลง อาหารและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารจึงดันย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหารได้ง่าย ส่วนในเด็กทารกจะเกิดจากหูรูดส่วนนี้ยังเจริญไม่เต็มที่ การทำงานจึงหย่อนยาน เด็กทารกจึงมีการขย้อนนมและอาหารออกมาได้ แต่อาการต่าง ๆ มักจะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหูรูดจะเริ่มแข็งแรงมากขึ้นแล้ว

มีปริมาณกรดค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ เนื่องจากกลไกในการกำจัดกรดในหลอดอาหารผิดปกติ เช่น มีน้ำลายน้อย หรือการบีบตัวของหลอดอาหารผิดปกติ (ทำให้อาหารที่รับประทานลงช้าหรืออาหารที่ไหลย้อนกลับขึ้นมาจากเพาะอาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ)

กระเพาะอาหารบีบตัวลดลงเนื่องจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น จากอายุที่สูงมากขึ้น (เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เซลล์ต่าง ๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อย ๆ เสื่อมลง), จากการอักเสบของกระเพาะอาหารหรือของเส้นประสาทกระเพาะอาหาร จากผลข้างเคียงของยาบางชนิด (เช่น ยาทางจิตประสาท), จากการได้รับสารบางอย่างที่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดในหลอดอาหารคลายตัว (เช่น แอลกอฮอล์, สะระแหน่) จึงส่งผลให้เกิดการคั่งของอาหารและน้ำย่อยนานกว่าปกติ ซึ่งจะเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหารดันให้หูรูดนี้เปิดออก อาหารหรือน้ำย่อยจึงไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร

การมีแรงดันในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น จึงดันให้หูรูดเปิดหรือปิดไม่สนิท ทำให้อาหารหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหาร เช่น อาการไอ โดยเฉพาะการไอเรื้อรัง, การตั้งครรภ์, โรคอ้วน, การรับประทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก, หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้วนอนเลย, การรับประทานอาหารประเภทที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน (เช่น อาหารมัน) เป็นต้น

มีปัจจัยที่ส่งเสริมให้ภาวะกรดไหลย้อนเกิดบ่อยและนานขึ้น เช่น การมีไส้เลื่อนกะบังลมขนาดใหญ่, การมีปริมาตรของกระเพาะเพิ่มมากขึ้น, กระเพาะอาหารขยายตัวมากขึ้น, กระเพาะมีกรดหรือสิ่งคัดหลั่งมากขึ้น